คอลัมน์: สมาธิชาวบ้าน: ผู้เข้าถึง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562 00:00:31 น.
อ.บูรพา ผดุงไทย
www.a-burapa.com โทร. 02-517-4224

จิตสมาธิหรือแม้กระทั่งพระนิพพานมันก็มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เราผู้ปฏิบัติภาวนาเมื่อได้ฝึกฝนไปก็ค้นพบไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ในขั้นกายหยาบสู่กายละเอียด ยกระดับจนเข้าไปถึงจิตถึงวิญญาณอันเป็นนามธรรมได้ ธรรมชาติมันไม่มีรูปแบบ มันไม่มีข้อแม้ ใครๆ ก็สามารถฝึกจิตเข้าถึงสมาธิได้ทั้งนั้น

สมาธิคือการเข้าถึงความเดิมแท้ของจิต แต่ละคนมีวิธีในการเข้าถึงแตกต่างกันตามจริตของตน บางคนก็ใช้วิธีกำหนดลมหายใจ บางคนก็กำหนดโดยการภาวนา แต่ก็มีหลายคนที่กำหนดแบบไม่มีรูปแบบ พอทำแล้วก็ไปไม่ได้ไกล แม้ได้ถึงขั้นความว่าง ความสงบจริง แต่มันยังเข้าไม่ถึงความเดิมแท้ของจิตหรือธาตุรู้ของมัน เพราะการภาวนาแบบไร้รูปแบบเครื่องรู้ที่ให้แก่จิตมันไม่ชัดเจน

พื้นฐานในการฝึกจิต ถ้าไม่รู้ว่าเราจะเริ่มอย่างไรให้ไปเริ่มอยู่ที่ลมหายใจก็ได้ อยู่กับคำภาวนาคำใดคำหนึ่งก็ได้ หรือให้ไปอยู่กับภาพนิมิตกสิณก็ได้ ไม่ได้มีกำหนดตายตัวว่าวิธีไหนดีที่สุด แต่จุดประสงค์ในการกำหนดเครื่องรู้เหล่านี้ก็เพื่อให้จิตมันไม่ไปอยู่กับความคิด เราจึงต้องหาเครื่องรู้ที่ชัดเจนให้มัน จะเป็นวิธีการที่จะช่วยฝึกจิตให้เข้าไปลึกได้ จนกระทั่งถึงจิตเดิมแท้หรือถึงสมาธิจริงๆ

พอจิตของเรามันพ้นอำนาจของความคิดไปได้ มันก็จะเกิดสิ่งใหม่ขึ้น คือ รู้ พอมันหยุดคิดมันถึงรู้ แต่รู้ที่ว่านี้มันรู้แจ้ง เป็นการรู้ที่ไม่มีกรอบของความคิดมาปิดกั้น แต่เดิมมันเป็นรู้แบบคิดที่มันมีกรอบ เราเคยอ่านเคยฟังอะไรมา เราคิดได้แค่นั้น ไม่มีทางที่จะรู้แจ้งแทงตลอดได้ แต่พอภาวนาทะลุตรงนี้ไปได้มันก็จะรู้แจ้ง ถ้าถึงตรงนี้มันก็จะเป็นบาตรเป็นฐานให้จิตเราก้าวหน้าต่อไปได้ไกล เพราะในที่สุดแล้วธรรมะที่เราปฏิบัตินี้ เราจะเข้าใจถึงจิตวิญญาณของเรา

การรู้ความเดิมแท้จริงของจิตวิญญาณของเรามันจะทำให้เรารู้ว่าเรามาติดกับ เพราะอวิชชาความหลงผิดยึดมั่นถือมั่น คิดเป็นจริงเป็นจัง เมื่อคิดที่ไหน ยึดที่ไหน ย่อมเกิดเป็นตัวเป็นตนตามอวิชชาความยึดมั่นถือมั่นที่จิตปรุงขึ้นมาเอง

ใครฝึกฝนจิตด้วยวิธีไหน พอถึงตรงนี้ปฏิบัติไปก็เหมือนกันหมด วิปัสสนาเดินได้เพราะหยุดคิดมันเลยรู้แจ้ง ใครปฏิบัติได้ถึงตรงนี้มันก็รู้เหมือนกัน คือรู้เรื่องโลกเรื่องธรรม

ปฏิบัติไปแล้วหากเราไม่เข้าถึงความเดิมแท้ของจิต เราก็จะไม่รู้อย่างถึงจิตถึงใจหรอกว่าเราเวียนว่ายตายเกิดในจิตเราเอง ความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย มันฝังลึกลงไปอยู่ในจิตวิญญาณของเราจนยากที่จะทำให้เชื่อและยอมรับได้ เพราะเพียงแค่ฟังหรือแค่คำพูดเท่านั้น ถ้าตราบใดที่เรายังมีจิตของเรา วิญญาณของเรา รู้ของเราอยู่ มันก็เป็นเหตุให้เกิดใหม่อยู่เรื่อยไป

ในจิตนั้นมันบันทึกอวิชชาไว้ในขั้นละเอียดเล็กเป็นอณูปรมาณู มันมีกรรมที่บันทึกอยู่ คือกรรมดีและกรรมชั่ว ทั้งสองกรรมนี้อาจส่งผลให้เกิดในรูปแบบที่ต่างกัน แต่กรรมทั้งสองกรรมมันเป็นเหตุให้ต้องเกิดเท่ากัน ตราบใดที่ยังมีกรรมอยู่ จิตดวงนี้ก็ยังคิดว่าเป็นเจ้าของตนจริงๆ ก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ตามอวิชชาที่มันไปยึดไว้

หากเรายังคงยึดมั่นถือมั่นกับโลกนี้และหาโซ่ตรวนใหม่ๆ มาผูกมัดตัวเราไว้ โซ่เก่ายังไม่ทันปลดล็อกก็หาโซ่เส้นใหม่มาผูกไว้ ก็รับประกันได้ว่าไม่มีทางถึงพระนิพพาน ก็เกิดแน่นอน คนที่ทำแบบนี้รู้สึกว่าอยากจะเกิดด้วยซ้ำไป ของทุกอย่างบนโลกก็เป็นสมบัติโลก เราเป็นเพียงผู้มาอาศัยโลกเพียงชั่วคราว เมื่อจากโลกไปแล้วก็เอาอะไรจากโลกไปไม่ได้ แต่ใจที่มันยังผูกมัดหยั่งรากไว้มันยังหวงแหนในสมบัติอยู่ มันก็เป็นบ่วงยึดเราไว้ให้มันเกิดอีก ใครที่จะเดินในเส้นทางพระนิพพานต้องคิดเรื่องนี้เป็นหลักไว้ อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล่น เพราะไม่อย่างนั้นสังสารวัฏนี้มันก็ไม่มีทางจบ.

สามารถติดตาม อ.บูรพา ได้ที่ช่อง Youtube "burapa84000" หรือ search หา "อ.บูรพา ผดุงไทย"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง