คอลัมน์: กาแฟดำ: 'ต่อให้หลี่ เสียนหลงก็เอาไม่อยู่'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562 00:00:41 น.
นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชาบ่นกับเด็กนักเรียนที่เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ก่อนตอนหนึ่งว่า

"เคยมาเยี่ยมทำเนียบรัฐบาลหรือยัง อยากให้ไปเยี่ยมชม วันหน้าจะได้มาเป็นนายกฯ ถ้าไหวก็ช่วยนายกฯ หน่อย เพราะประเทศไทยต่อให้หลี่ เสียนหลง (นายกฯ สิงคโปร์) ก็เอาไม่ไหว หากความเกลียดชังยังอยู่ ประเทศไทยจะเดินต่อไปไม่ได้ โดยเฉพาะความพยายามที่จะให้รัฐบาลเป๋ไปเป๋มา..."

ฟังแล้วไม่แน่ใจว่าท่านนายกฯ ต้องการจะส่งสัญญาณว่าอย่างไร แต่คงหมายความว่าประเทศไทยนี้ปกครองยากจริงๆ แม้จะเอาผู้นำสิงคโปร์ที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถในการสร้างประเทศชาติให้อยู่แถวหน้าได้มาปกครองก็คงทำให้ประเทศไทยดีขึ้นไม่ได้

วันไหนมีโอกาสผมจะมาวิเคราะห์เปรียบเทียบนายกฯ สิงคโปร์กับนายกฯ ไทยว่าอยู่ในสภาวะที่เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร

แต่สำหรับวันนี้ต้องบอกว่า แม้แต่นายกฯ หลี่ เสียนหลงก็ยังเหนื่อยกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ เพราะการปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราโตทางเศรษฐกิจของเกาะแห่งนี้ล่าสุดอาจจะทำเอาตกใจกันเลยทีเดียว

เหตุเพราะกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์เผยตัวเลขเศรษฐกิจประจำไตรมาส 2 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 0.1% ต่ำกว่า 1.1% ในไตรมาส 1

สำนักข่าวรอยเตอร์สำรวจไว้ถ้าเทียบกันปีต่อปีถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2552 ที่ตอนนั้นจีดีพีลดลง 1.2%
ถ้าปรับตัวเลขเป็นรายปี จีดีพีเดือน เม.ย.-มิ.ย.หดตัวลง 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า
นี่ย่อมถือว่าเป็นการหดตัวรายไตรมาสที่หนักหน่วงที่สุดในรอบเกือบ 7 ปี
เพราะหากย้อนกลับไปไตรมาส 3 ปี 2555 ตัวเลขจีดีพีลดลง 4.1% จากไตรมาสก่อนหน้า
ช่วงนั้นก็ทำเอาแตกตื่นไปทั้งเกาะแล้ว

ตัวเลขปีนี้ของสิงคโปร์ที่ผู้บริหารสิงคโปร์แสดงความเป็นห่วงมากคือ ภาคการผลิตที่หดตัวลง 3.8%  จากปี 2561 และหดตัว 0.4% จากไตรมาส 1

ที่เขากังวลเป็นพิเศษคือ การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งต้องถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสิงคโปร์เลยทีเดียว

ปรากฏว่าการผลิตสินค้าประเภทนี้ในช่วงสองปีที่ผ่านมาถดถอยอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน ว่าเฉพาะเดือนพฤษภาคมการส่งออกลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปีทีเดียว

ความจริงร่องรอยของข่าวร้ายก็เริ่มจะมีให้เห็นก่อนหน้านี้แล้ว เพราะรัฐบาลสิงคโปร์เปรยเอาไว้แล้วว่าเห็นทีจะต้องมีการทบทวนตัวเลขจีดีพี 2562 ที่เดิมตั้งเอาไว้ที่ 1.5%-2.5%

นักวิเคราะห์หลายสำนักที่นั่นถึงกับพยากรณ์ว่า ถ้าคิดว่าปีนี้แย่อาจจะเป็นแค่เผาหลอก ปี 2563  อาจได้เห็นภาพ "เผาจริง" กันทีเดียว

หนีไม่พ้นว่าเมื่อเศรษฐกิจทำท่าซบเซา นักวิเคราะห์ก็เริ่มเก็งกันว่าธนาคารกลางอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินที่อิงอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน
จะเดินหน้าอย่างไรในเรื่องนี้ก็ต้องคอยดูผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งหน้าที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม

ย้อนไปดูปีที่แล้วจะเห็นว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์พยายามกำกับนโยบายการเงินอย่างเคร่งครัดถึงสองครั้ง เหตุผลเป็นเพราะต้องการจะไม่ให้มีการดันราคาสินค้าขึ้นมากนัก ทำให้เกิดอาการสกุลเงินแข็งค่า เป็นการขันนอตนโยบายครั้งแรกในรอบ 6 ปี

ในคำแถลงวันชาติปีนี้ นายกฯ หลี่ เสียนหลงยอมรับว่าสภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายๆ อย่าง และส่วนสำคัญเกิดจากผลพวงของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

ฟังถ้อยแถลงของนายกฯ สิงคโปร์วันนั้น ก็รู้ว่ารัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้ได้
ดังนั้นที่นายกฯ ประยุทธ์บอกเด็กนักเรียนไทยว่า แม้ให้นายกฯ สิงคโปร์มาบริหารประเทศไทยก็อาจจะเอาไม่อยู่จึงอาจจะสอดคล้องกับสถานการณ์วันนี้
ผมแอบได้ยินเด็กกระซิบถามเพื่อนว่า
"แล้วถ้านายกฯ ไทยไปบริหารสิงคโปร์ล่ะ เอาอยู่ไหม?"
เงียบฉี่เลยครับ! โชคดีที่ไม่มีใครได้ยิน เพราะเป็นคำถามที่ผมจินตนาการขึ้นมาเอง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง