คอลัมน์คุยนอกรอบ: พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี เป้าหมายส่งมอบปลั๊กอัจฉริยะสู่อาเซียน

ข่าวเศรษฐกิจ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ IOT (Internet of Things) ซึ่งอินเทอร์เน็ตกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้บริโภค ด้วยการใช้เพียงอุปกรณ์เดียวก็สามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้หลากหลาย โดยในตลาดเมืองไทยเองก็มีแบรนด์จำนวนมากที่พัฒนาสิน ค้าเพื่อมาตอบโจทย์ความต้องการด้านดังกล่าว สำหรับ "แอนิเทค" เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้พัฒนาระบบการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันที่มีรูปแบบเรียบง่าย แต่มอบประสบการณ์ความสะดวกสบายสูงสุด เพื่อการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดขึ้นภายในบ้านอัจฉริยะ สำหรับในปัจจุบันได้ทำตลาดอยู่ด้วยกัน 2 แบรนด์ที่เป็นเรือธงหลัก ได้แก่ Anitech และ Pentagonz โดยที่ผ่านมาได้เปิดตัวปลั๊ก anitech IOT ควบคุมการสั่งงานผ่าน anitech IOT Application รองรับระบบปฏิบัติการทั้ง IOS และ Android เจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับบีบวกอัพ ตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมปลั๊กไฟไทย

พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ประเภทคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ ภายใต้แบรนด์ "แอนิเทค" (anitech) กล่าวว่า แนวความคิดเริ่มต้นของการออกแบบปลั๊ก anitech IOT เกิดจากการนึกถึงแสงอาทิตย์แรกยามเช้า นั่นคือแสงแห่งชีวิตได้ตื่นขึ้นมาพบกับแสงวันใหม่พร้อมเติมเต็มพลังให้กับทุกๆ ชีวิต จึงเลือกที่จะนำเสนอนวัตกรรมที่ทรงพลังด้วยการผสานเอกลักษณ์ในเชิงวัฒนธรรมกับความร่วมสมัย สะท้อนความเป็นมืออาชีพ และมาตรฐานสากลเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวความคิด "นวัตกรรมด้านการดีไซน์ผสานความเป็นไทย เพื่อคนไทย" มาเป็นตัวปลั๊กล้ำสมัยอย่าง anitech IOT เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมความสุขคู่บ้านคุณอย่างแท้จริงนั่นเอง

เมื่อย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นบริษัท ผู้บริหารหนุ่มกล่าวเสริมว่า "เริ่มจากการทำสตาร์ทอัพในปารีสมาก่อน ทำตัวที่เรียกว่า Modchip เป็น Chip ที่เอาไปใส่ในเครื่อง Console Game, X Box, Play Station สามารถเล่นระบบต่างๆ ได้มากกว่าที่มันเคยเล่นได้ ถามว่าทำไมอยาก ทำตัวนี้ให้เป็นสตาร์ทอัพ ผมก็ต้องบอกว่าในตอนนั้นมีพวก Unreal Engine มีพวก Start Up ทำเกี่ยวกับเกมเยอะมาก สุดท้ายก็นำธุรกิจกลับมาที่ประเทศไทยเพื่อหาโรงงานผลิต หลังจากนั้นก็ได้เริ่มปรับยุทธศาสตร์มาเป็นการรับจ้างออกแบบและผลิตให้กับ Global Brand ต่างๆ เกือบทุกแบรนด์ รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต

ดูเหมือนว่าเขาจะเจออุปสรรคในการดำเนินธุรกิจจากการรับจ้างผลิตให้กับไฮเปอร์มาร์เก็ต เพราะเมื่อผลิตในจำวนมาก แต่ไม่คอยรับของไป และยังต้องการให้ผลิตโมเดลใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การเงินติดขัด ธุรกิจมันเริ่มจะไปได้ลำบาก จึงตัดสินใจเลิกทำโออีเอ็ม มาสร้างแบรนด์ของตัวเองประมาณ 13 ปีที่แล้ว ในปีแรกขายสินค้า Mouse รุ่น A500 เป็น Mouse ตัวแรก ขายได้ 1,500 ชิ้น ในปีนั้นยอดขาย 4-5 แสน จากเดิมจับเงินเกือบร้อยล้านจากการรับจ้างผลิต จนกระทั่งปีที่ 3-4 ก็ได้ระดับร้อยล้าน

"ตอนนั้นผมอายุประมาณ 29-30 ปี ก็สามารถสร้างยอดขายได้ระดับร้อยล้าน ได้มีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ตลอดเวลาจนจากสินค้าตัวเดียวในปีแรก เราก็เติบโต 600 เท่าจากปีแรกจนถึงปัจจุบัน มีหน้าร้านที่จำหน่ายสินค้ากว่า 8,000 หน้าร้าน โดยจำหน่ายสินค้าปีแรก 1,500 ชิ้น ตอนสิ้นปี 2560 จำหน่ายสินค้ามากกว่า 2 ล้านชิ้น เรามีสินค้าเสียต่ำที่สุดในอุตสาหกรรมไม่เกิน 0.7% ติดต่อมาเป็นปีที่ 7 ปัจจุบันเราก็อยู่ในขั้นตอนการแปรสภาพเป็นมหาชนเข้าจดทะเบียนที่บริษัท"

พิชเยนทร์กล่าวปิดท้ายอีกว่า เป้าหมายการดำเนินธุรกิจคือ ต้องการให้สินค้าเข้าไปอยู่ในบ้านคนทุกคนในประชากรที่อยู่ในอา เซียนมากกว่า 600 ล้านคน ต้องการอย่างน้อย 1 คน 1 ชิ้นต่อปี แต่ไม่ใช่ว่าเอาสินค้าไปยัดใส่มือเขา แต่ต้องการให้เขาคว้าสินค้าออกมาจากหน้าร้าน หน้าที่ของบริษัทคือทำยังไงให้เราเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่ทำให้เขาไปถึงหน้าร้านแล้วหยิบแบรนด์ของบริษัท.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ