คอลัมน์สมาธิชาวบ้าน: เป้าหมายของการฝึกจิต

ข่าวบันเทิง Sunday September 1, 2019 00:00 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

อ.บูรพา ผดุงไทย

www.a-burapa.com

โทร.02-517-4224

สมาธิไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่แก้ไขปัญหาชีวิตเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่สมาธิมีเป้าหมายสูงสุดในการมีปัญญาถอดถอนอวิชชาสู่การหลุดพ้นจากวัฏสงสาร เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ มากว่า 2500 ปีแล้ว คือ พระนิพพานที่ไม่ต้องเกิดอีก

แต่พอพูดถึงสภาวะไม่ต้องมาเกิดอีก เราก็จะไม่สนใจกัน เพราะทุกคนยังปรารถนาที่จะเกิดตามบุญตามวาสนา เกิดเป็นเศรษฐีเพราะอยากรวย อยากเกิดในครอบครัวที่ดี เพราะใจเต็มไปด้วยความอยาก เลยยังไม่รู้สึกเบื่อหน่ายกับการเกิด หรือยังไม่ได้เบื่อจริงๆ เพราะมันยังติดสุขอยู่

เราสามารถฝึกฝนจิตได้หลายวิธี บางคนก็ฝึกจิตด้วยการฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ได้ไปกราบฟังธรรมจากท่านโดยตรงก็ฟังผ่านยูทูบ ฟังจนหลับไปเลยก็มี จิตเราถึงแม้ว่าเราจะหลับ แต่มันก็ยังมีตัวจิตใต้สำนึกที่มันฟังเสียงอยู่ การที่เราหลับไปในขณะที่เปิดธรรมะฟังไปด้วย มันก็ทำให้จิตสงบ อย่างน้อยที่สุดสภาวะจิตเราก็ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะมีธรรมะนำสติเราอยู่จนหลับ เป็นการดีกว่าไปดูละครตบตีกัน หรือดูหนังผี หนังฆาตกรรมแล้วทำให้จิตฟุ้งซ่าน

การสวดมนต์ก็เป็นอุบายวิธีอย่างหนึ่งในการฝึกจิต เพราะที่ทำให้จิตมีเครื่องรู้ ซึ่งส่งผลให้เกิดสมาธิขึ้นได้เหมือนกัน แต่ที่เราไปผูกบทสวดมนต์กับจิตว่าสวดมนต์บทนั้นบทนี้แล้วจะมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อะไรมันเป็นความเข้าใจของเราเท่านั้น ที่จะใช้บทสวดมนต์นั้นเพื่อประโยชน์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

การสวดมนต์นั้นไม่จำเป็นต้องไปสวดหลายบท แค่สวดบทที่เราคล่องแคล่ว มีความชำนาญ จะได้ผลดีกว่าไปจำบทสวดมากๆ บทแล้วไม่เกิดความชำนาญ มันจะทำให้การปฏิบัติสมาธิภาวนาไม่ต่อเนื่องเท่ากับบทที่เรามีความชำนาญและสวดไปได้เรื่อยๆ

คนที่ผ่านการฝึกจิตมาดี เคยทำสมาธิเข้าฌานได้ ถึงแม้จะเป็นท่านอน แต่กำหนดลมหายใจรู้ หรือในขณะเดียวกันมีการกำหนดพุธโธกำกับ หรือมีภาพนิมิตกำกับ จิตอาจจะไม่ได้หลับ แต่มันจะเข้าฌานแทน แม้นอนก็เข้าฌานได้นะ ไม่ใช่ว่าต้องนั่งอย่างเดียว เป็นการกำหนดจิตที่แม้จะเดินก็เข้าฌานได้ แม้จะนอนก็เข้าฌานได้ เรียกว่าหลับในฌาน แต่จริงๆ มันไม่ได้หลับ จิตมันมีเครื่องรู้และออกจากกลุ่มความคิดได้อย่างเด็ดขาด มันก็เป็นการเข้าฌานแล้ว

ฌานสมาธิของคนเรานั้นมีได้ มีเสื่อมเป็นธรรมดา ความเสื่อมของสมาธิและฌานนั้นมันก็มีได้จากหลายสาเหตุ เช่น เวลาที่เราเอาจิตไปวนอยู่กับปัญหาต่างๆ ทางโลก เจอปัญหาเยอะๆ พอเรามีปัญหาทางโลกเยอะ ฌานที่แต่เดิมเคยเข้าได้บ่อยๆ มันก็จะถอยเสื่อมไป ทำให้เข้าฌานได้ยากขึ้น จิตมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ใช่การออกกำลังกาย ที่จะยกน้ำหนักให้กล้ามโตก็ทุ่มเทยกน้ำหนักไป เดี๋ยวกล้ามมันก็โต แต่จิตมันตรงกันข้ามกัน จิตต้องวางมันถึงได้ คือการปล่อยวางนั่นเอง

ถ้าอยู่ๆ จิตเกิดไม่วางขึ้นมา เราก็ต้องคอยดูจิตตัวเองบ่อยๆ คำว่าบ่อยๆ ไม่ได้หมายถึงทุ่มเทฝึกฝนให้นั่งได้นาน แต่หมายถึงการปล่อยวางจิตและเข้าใจมันอยู่เสมอในทุกลมหายใจ เราส่วนใหญ่จะอยู่กับเรื่องทางโลกเยอะไป ทำให้จิตใต้สำนึกมันถูกรบกวนจนหาความสงบไม่ได้ พอไม่สงบ จากที่มันเคยฝึกสมาธิจนได้ระดับฌานมันก็เสื่อมได้เป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อมันเสื่อมได้ เราก็สร้างมันขึ้นมาใหม่ได้เช่นกัน ถ้ารู้ว่ามันเสื่อมก็กลับไปเริ่มพิจารณาที่ศีล ถือศีลให้มันเข้มขึ้น เพราะศีลเป็นตัวกำหนดทำให้เราบริสุทธิ์ ถ้าศีลเรามั่นคงดีแล้ว เราถือศีลมันก็จะทำให้ฌานสมาธิค่อยๆ กลับมา ถ้าจะฝึกจิตสำคัญมาก คือศีลอย่าให้บกพร่อง เมื่อศีลมั่นคงขึ้น หมั่นเจริญภาวนา ความบริสุทธิ์ของจิตและกายก็จะกลับมา เมื่อปฏิบัติต่อไปได้พักหนึ่ง ความสามารถเรื่องสมาธิฌานก็จะกลับมาดังเดิม.

สามารถติดตาม อ.บูรพา ได้ที่ช่อง Youtube "burapa84000"


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ