คอลัมน์รายงานพิเศษ: เดินหน้ากฎหมายปราบปราม 'อุ้มหาย' เพื่อความมั่นคงของประชาชน-สิ่งแวดล้อม

ข่าวทั่วไป 7 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

จากข่าวใหญ่ประจำสัปดาห์นี้ที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) ร่วมมือกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายต่างๆ ค้นพบชิ้นส่วนกระดูกในถังน้ำมัน ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่นำไปพิสูจน์สารพันธุกรรมแล้ว ยืนยันว่าเป็นของ "บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ" นักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน ชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งถูกอุ้มหายไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.2557 จนในที่สุดก็มาพบศพของบิลลี่หลังผ่านมากว่า 5 ปี จึงมีโอกาสที่จะนำไปสู่การพิสูจน์เบื้องหลังการตายและเหตุฆาตกรรมครั้งนี้ต่อไป

"บิลลี่" เป็นหนึ่งในเหยื่อที่ถูกฆาตกรรมจากการอุ้มหาย หลังจากก่อนหน้านี้หรือภายหลัง ก็มีเหยื่อถูกอุ้มหายที่เรารู้จักชื่อเสียงเรียงนาม อาทิ "สมชาย นีละไพจิตร" ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หายไปตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.2547 "กมล เหล่าโสภาพันธ์" นักเคลื่อนไหวต้านคอร์รัปชัน ที่แจ้งความการทุจริตประมูลเช่าที่ดินการรถไฟที่ สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น หายไปตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ.2551 "เด่น คำแหล้" แกนนำปฏิรูปที่ดินชุมชนโคกยาว จ.ชัยภูมิ หายไปตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.2559

"อังคณา นีละไพจิตร" อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา เปิดเผยข้อมูลวันที่ 30 ก.ค.2562 คณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติ ได้เผยแพร่รายงานประจำปี 2562 ต่อที่ประชุมใหญ่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council-HRC)

ระบุจำนวนผู้ถูกบังคับสูญหายในไทยมี 86 ราย ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬจนถึงผู้สูญหายจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีผู้ถูกบังคับสูญหายมากเป็นลำดับ 3 ใน ASEAN รองจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

คณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ (Human Rights Committee) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี เช่น คณะกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR Committee), คณะกรรมการด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (IECSCR Committee) รวมถึงคณะกรรมการด้านการต่อต้านการทรมาน (CAT Committee)

ได้มีข้อสรุปเชิงสังเกตและมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาการบังคับสูญหายของสหประชาชาติ และให้มีกฎหมายภายในประเทศเพื่อให้การทรมานและการบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรม มีการนำคนผิดมาลงโทษ และให้การเยียวยาแก่ครอบครัว

วันที่ 9 ม.ค.2555 ประเทศไทยได้ลงนามอนุสัญญาการบังคับสูญหายของสหประชาชาติ และวันที่ 24 พ.ค.2559 ครม.มีมติส่งร่าง พ.ร.บ.ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ซึ่ง สนช.มีมติให้มีการพิจารณา พ.ร.บ.ว่าด้วยการทรมานและการบังคับสูญหายให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะมีการให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ จนสุดท้าย สนช.หมดวาระ พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ยังไม่ผ่านการพิจารณา และไม่สามารถประกาศใช้ได้

"อังคณา" จึงเรียกร้องว่า "หากรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะทบทวนมติ สนช.โดยในระหว่างที่ประเทศไทยไม่มีกฎหมายว่าด้วยการบังคับสูญหาย จึงควรพิจารณาให้สัตยาบันอนุสัญญาต่อต้านการบังคับสูญหาย ของสหประชาชาติโดยเร็ว ย่อมจะแสดงให้เห็นถึงการแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการปกป้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับสูญหาย และย่อมได้รับการชื่นชมจากนานาประเทศ ทั้งนี้ แนวปฏิบัติในการให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ก่อนที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศ ประเทศไทยสามารถมีข้อสงวนในการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ได้ ตามที่ได้เคยปฏิบัติในการให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับอื่นๆ มาแล้ว"

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ยังไม่ผ่าน สนช. มีชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งมีเนื้อหาทั้งหมด 33 มาตรา มีสาระสำคัญในการลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการทรมาน หรือทำให้บุคคลสูญหาย ดังที่ภาษาพูดเรียกว่าการอุ้มหาย โดยให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานโดยตำแหน่ง มีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการ

ส่วนบทบัญญัติในการป้องกัน เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ควบคุมบุคคลต้องจัดให้มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกจำกัดเสรีภาพ เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดถูกทรมานหรือสูญหาย ให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งระงับการกระทำ การดำเนินคดีให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ และให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นผู้พิจารณาคดีตาม พ.ร.บ.นี้

ในส่วนบทกำหนดโทษ ผู้กระทำความผิดฐานทรมานและฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสนถึง 3 แสนบาท หากผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส โทษจำคุกตั้งแต่ 10-25 ปี และปรับตั้งแต่ 2 แสนถึง 5 แสนบาท

หากผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย โทษจำคุกตั้งแต่ 15-30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 3 แสนถึง 1 ล้านบาท หากกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกิน 18 ปี, หญิงมีครรภ์, ผู้พิการ หรือผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ ให้ระวางโทษหนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง ขณะที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งรู้เห็นแต่ไม่ดำเนินการระงับหรือป้องกันการกระทำความผิด หรือไม่ดำเนินการส่งเรื่องให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งด้วย

ส่วนอนุสัญญาสหประชาชาติที่ไทยลงนามเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2555 มีชื่อว่า อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED) ซึ่งการลงนามนั้นเป็นการให้ความยินยอมของรัฐเข้าผูกพันตามสนธิสัญญา แต่ยังไม่ได้มีการให้สัตยาบัน ที่ทำให้รัฐต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในสนธิสัญญาทุกประการ

นอกจากนี้ร่างกฎหมายของไทยเองก็ยังไม่ผ่านรัฐสภามาบังคับใช้ดังที่กล่าวแล้ว จึงเท่ากับกระบวนการของไทยทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศในการป้องกันและปราบปรามเรื่องนี้ยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่มาตามที่ "อังคณา" ได้เรียกร้องนั่นเอง

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเดินหน้า ทั้งการผ่านร่างกฎหมายภายในโดยรัฐสภา และการให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศ CED เพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหาย อันเป็นภัยร้ายจากผู้ใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบบางรายที่ทรมานและเข่นฆ่าประชาชนอย่างเลือดเย็น ยากแก่การเอาผิด เพราะมีอำนาจ ทำให้ต้องมีกฎหมายนี้ ในการรักษาชีวิตของประชาชนผู้เรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อความมั่นคง ยั่งยืนในชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยแท้จริง.

หากรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะทบทวนมติ สนช. โดยในระหว่างที่ประเทศไทยไม่มีกฎหมายว่าด้วยการบังคับสูญหาย จึงควรพิจารณาให้สัตยาบันอนุสัญญาต่อต้านการบังคับสูญหาย ของสหประชาชาติโดยเร็ว ย่อมจะแสดงให้เห็นถึงการแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการปกป้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับสูญหาย และย่อมได้รับการชื่นชมจากนานาประเทศ ทั้งนี้ แนวปฏิบัติในการให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ก่อนที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศ ประเทศไทยสามารถมีข้อสงวนในการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ได้ ตามที่ได้เคยปฏิบัติในการให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับอื่นๆ มาแล้ว


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ