โกร่ง-อุ๋ยอัดนโยบายศก.

ข่าวเศรษฐกิจ 11 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ชี้ควรช่วยเกษตรกร/ต่อภาษีแวต7%อีก1ปี

ศูนย์วัฒนธรรม * 3 อดีตรองนายกฯ-ขุนคลัง แท็กทีมจัดหนักรัฐบาล ชูอัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าเกษตรกร 3.6 ล้านครอบครัว ชี้โอนเงินใส่บัตรคนจนไม่เกิดผล ครม.เห็นชอบขยายเวลาแวต 7% ต่อไปอีก 1 ปี

นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีต รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เปิดเผยภายในงานเสวนาหัวข้อ งานกับสุขภาพในวัยเกษียณ ว่าขณะ นี้สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการดู แลเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อรับมือ ผลกระทบจากสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐและจีน คือการกระ ตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่าน การจ่ายเงินให้กับเกษตรกร โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายเข้า ไปในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้ ทันที ดีกว่าการโอนเงินเข้าบัตรคน จนที่มองว่าไม่เกิดผล เปรียบเหมือนเอามดตะนอยไปกัดช้าง เพราะปัจจุ บันปัญหาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญอยู่ได้รับผลกระทบมีขนาดใหญ่กว่า

ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้ เงินไม่เป็น เพราะการขู่ขึ้นภาษี ทั้งๆ ที่เงินล้นตลาด สะท้อนจากเงินลงทุนของรัฐบาลยังขยายตัวได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะได้ รับผลกระทบจากการติดกฎระเบียบ ที่กำหนดไว้ หากพิจารณาตัวเลขหนี้สาธารณะอยู่ที่ 42% ต่อจีดีพี แสดงว่าปัจจุบันรัฐบาลกู้เงินใช้ลงทุนน้อยมาก โดยส่วนตัวมองว่าหนี้สาธารณะสามารถเพิ่มขึ้น 50-60% ซึ่งไม่เป็นอันตราย เพราะประเทศไทยมีดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอยู่ และตามหลักการแล้วหนี้ของรัฐบาลไม่ควรจะต่ำกว่า 70% ของจีดีพี หากต่ำกว่านี้แสดงว่านักเศรษฐ ศาสตร์ของรัฐบาลชุดนี้ไม่เก่งพอ ประกอบกับรายได้ของรัฐบาลถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในโลก คิดเป็น 16% ต่อจีดีพี ซึ่งตามหลักแล้วควรจะเกินที่ระดับ 20% ต่อจีดีพี

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของนายวีรพงษ์ หากมีการจ่ายเงินโดยตรงให้กับเกษตรกร จะช่วยยกระดับการใช้จ่ายระดับชนบทเกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้น จากเดิมอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยมองว่าสามารถดำเนินการได้ทัน ที เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรประ มาณ 3.6 ล้านครอบครัวมีบัญชีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อยู่แล้ว แต่ก็ต้องจำกัดขนาดพื้นที่ใน การพิจารณาจ่ายเงินต้องไม่สูงเกินไป โดยขณะนี้กำลังรอดูนโย บายของพรรคประชาธิปัตย์ในการขับเคลื่อนและยกระดับราคาสินค้าเกษตร ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ดูแล 2 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องทำงานร่วมกันเพื่อดู แลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ซ้ำเติมภาคส่งออก จากอัตราค่าเงินบาทแข็งค่า โดยเฉพาะไม่ควรดึงเงินลงทุนระยะสั้นมาเก็งกำไรค่าเงิน ส่วนมาตรการภาครัฐที่กระตุ้นการใช้จ่ายผ่านภาคการท่องเที่ยวให้เงิน 1,000 บาท หากปรับแนวคิดให้วีซ่ากับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ หรือบางประเทศไม่ต้องมีวีซ่า เชื่อว่าจะกระตุ้นได้ตรงจุดมากกว่า ส่วน รายได้ภาคเกษตรก็ต้องยกระดับราคาสินค้าเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ และการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ ก็ควรลดอุปสรรคและกฎระเบียบต่างๆ ให้สะดวกมากขึ้น

ด้าน นางนฤมล ภิญโญสิน วัฒน์ โฆษกระจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราช กฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่..) พ.ศ..... (มาตรการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตรา 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการ นำเข้าทุกกรณีที่เข้าลักษณะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้ยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ต.ค.61 สิ้นสุด 30 ก.ย.62.

บรรยายใต้ภาพ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ