คอลัมน์: ท่านขุนน้อย: ประชาธิปไตยที่ชักจะขายไม่ได้

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2562 00:00:54 น.
ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่

ฮื่ออ์อ์อ์...ขึ้นชื่อว่า ประชาธิปไตย ซะอย่าง มันคงต้องออกไปในแนวๆ นี้นั่นแหละท่านเอ๋ย ขณะที่ ฝ่ายรัฐบาล ชักออกอาการ ธรรมาภิบาลเสื่อม อย่างเห็นได้ถนัดชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ชนิดถือเป็นจังหวะ นาทีทอง สำหรับการออกอาวุธของฝ่ายตรงข้าม แต่กลับปรากฏว่า ฝ่ายค้าน...ดันหันมาถีบ หันมากระทืบกันเอง ซะเฉยเลย!!!

และคงไม่ใช่เฉพาะ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ แต่เพียงเท่านั้น ขนาด ประชาธิปไตยอังกฤษ ที่ถือเป็นแม่แบบ ต้นแบบ นั่นก็หวิดๆ ไล่ถีบ ไล่กระทืบ ชนิดกลิ่นส้นตีนคละคลุ้งไปทั่วสภาสามัญชน ก่อนหน้าจะถูกปิดปาก หรือถูกนายกรัฐมนตรี ยืมมือเจ้า แขวนการทำงานของสภาฯ เอาไว้ยาวนานถึง 5 สัปดาห์ ไม่ต่างไปจากประชาธิปไตยอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ ที่ถ้าหากไม่หันไปไล่ถีบกันเอง ก็หันไปกระทืบผู้อื่น โดยเฉพาะบรรดาอาณาประชาราษฎร์ที่อยู่ใต้การปกครองทั้งหลาย ซึ่งหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นผู้รอง รับมือ รับตีน ของผู้ปกครอง มาโดยตลอด...

แต่ถึงกระนั้น...มันก็ยังคงเป็นอะไรที่หอมหวาน หอมหวนชวนดม ยังเป็นกลิ่นมาดามหอมชื่นใจ สำหรับใครต่อใครเป็นจำนวนมิใช่น้อย โดยเฉพาะสำหรับบรรดา คนรุ่นใหม่ ประเภทไม่สูบบุหรี่ทั้งหลาย อย่างเช่นคนรุ่นใหม่แห่งเกาะฮ่องกง เป็นต้น ที่ถูกความหอมหวนยวนใจของสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย ทำให้ถึงกับลืมรส ลืมกลิ่น ลืม ความเป็นจีน หันไปโบกธงชาติอังกฤษ ธงชาติอเมริกา ตะโกนร้องเพลงชาติอเมริกันดังสนั่นหวั่นไหว เพื่อหวังจะเรียกร้องให้ประเทศสหรัฐอเมริกา หันมาไล่ถีบ ไล่กระทืบประเทศจีนให้ตายคาส้นตีน อันอาจช่วยให้ตัวเองพอมีโอกาสได้เป็นประชาธิปไตยกะเค้ามั่ง...

นี่...ด้วยฤทธิ์เดชของประชาธิปไตย มายาภาพแห่งความเป็นประชาธิป ไตย มันสามารถก่อให้เกิดความลุ่มหลง หลงใหล ไปได้ถึงปานนี้ ไม่ต่างอะไรไปจาก คนรุ่นใหม่ ในบ้านเรานั่นแหละ ระหว่าง โจชัว หว่อง กับ ธนาธร แหว่ง ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก ลีลา จุดยืน ทัศนคติ วิธีการ แทบจะก๊อบปี้กันมาแบบทั้งแท่ง ทั้งด้าม ขณะที่ ธนาธร แหว่ง เคยใช้วิธีออกเดินสายไปเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส เพื่อ ด่ารัฐบาลไทย ให้ฝรั่งฟัง มาถึงช่วงนี้ โจชัว หว่อง ก็เอามั่ง ออกเดินสายไป ด่ารัฐบาลจีน เพื่อเชิญชวน ชี้ชวน ให้ฝรั่งช่วยหันมารุมกระทืบจีนแผ่นดินใหญ่ กันคนละตีน สองตีน ออกมาในแนวเดียว พิมพ์เดียวกัน แบบเป๊ะๆๆ...

แต่อาจด้วยเหตุเพราะประชาธิปไตย ไม่ว่าบ้านไหน เมืองไหน ประเทศไหนๆ...มันชักออกอาการ เละตุ้มเป๊ะ  หนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ต่างไปจากเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ที่สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย เสรีภาพ ไปจนสิทธิมนุษยชน ไม่เพียงแต่เป็นอะไรที่ขายดิบ ขายดี และขายได้ ยังสามารถนำไปใช้เป็น เครื่องมือ ในการแยกสลาย โค่นล้ม เล่นงาน ใช้แทรกแซงรัฐบาลประเทศหนึ่ง ประเทศใด อย่างชนิดได้ผลเอามากๆ แต่ก็อย่างว่า...หลังจากประเทศหนึ่ง ประเทศใด ต้องตกเป็น เหยื่อประชาธิปไตย กันไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว ส่วนใหญ่...มักหนักไปทาง ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย  หรือ เจ๊ง...กับ...เจ๊ง ไปเป็นรายๆ โอกาสรอด หรือโอกาสลืมตาอ้าปากเพื่อสูดดมความหอมหวานแห่งประชาธิปไตย แทบไม่เหลือติดปลายนวม ติดตะหมูกเอาเลยแม้แต่น้อย...

ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยอัฟกานิสถาน ที่ออกไปทาง ตายแล้ว...ตายเล่า ตายไม่เสร็จ และยังคงต้องตาย จนตราบเท่าทุกวันนี้ ประชาธิปไตยอิรัก...ก็อาจต้องรอวันตายรอบใหม่ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายที่ไม่เอาอเมริกา ชักเริ่มอาศัยช่องทางประชาธิปไตยขึ้นมามีบทบาท ขณะทหารอเมริกันยังคงปักหลักอยู่ในดินแดนแห่งนี้นับเป็นพันๆ หมื่นๆ ส่วนประชาธิปไตยลิเบีย...นั่นต้องเรียกว่า แทบไม่มีโอกาสได้ผุด-ได้เกิด มีแต่ต้องจมลงไปในขุมนรกระดับลึกเข้าไปทุกที บ้านแตก สาแหรกขาด ต้องย้อนกลับไปสู่ ยุคทาส หรือยุคที่สิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ถูกนำมาค้าๆ ขายๆ อย่างเป็นระบบและเป็นกิจการ โดยบรรดา นักประชาธิปไตย ทั้งหลาย ที่เคยมีส่วนร่วมในการแยกสลาย โค่นล้ม เล่นงาน แทรกแซงรัฐบาล กัดดาฟี ไม่ว่าในยุโรป หรืออเมริกา ต่างหันมา ตัดหางปล่อยวัด ไม่ได้คิดแสดงออกถึงความรับผิดชอบ ต่อ ผลกรรม ที่ตัวเองร่วมสร้างไว้ในลิเบีย เอาเลยแม้แต่น้อย ฯลฯลฯ...

อันนี้นี่แหละ...ที่มันเลยทำให้สิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นสิ่งที่ขายดิบ ขายดี หรือขายได้ซักเท่าไหร่นัก ในช่วงหลังๆ นี้ ยิ่งเมื่อบรรดาประเทศประชาธิปไตยต้นแบบ แม่แบบ ทั้งหลาย ยิ่งออกอาการ เละตุ้มเป๊ะ หนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าการ เดินสาย ของ โจชัว หว่อง หรือ ธนาธร แหว่ง มันจึงไม่ค่อยได้รับการตอบสนองอะไรกันมากมาย ตรงกันข้าม...ความแข็งแกร่ง มั่นคง ของผู้ที่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหลาย ไม่ว่าจีน หรือรัสเซีย กลับกลายเป็น ทางออก-ทางเลือก ให้กับโลกทั้งโลก ไม่ว่าในแง่เศรษฐกิจ การเมือง หรือแม้แต่ในแง่ของ สันติภาพ-สันติธรรม ก็ตามที...

อย่างไรก็ตาม...สำหรับบ้านเรานั้น ในเมื่อจำต้อง เปลี่ยนผ่าน เข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยกันไปเป็นที่เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว ก็คงต้อง ทำใจ หรือคงต้องอดทน อดกลั้น กันต่อไปอย่างมิอาจปฏิเสธ จนกว่าอะไรต่อมิอะไรมันจะ เละตุ้มเป๊ะ ไปจนถึงขีดสุด หรือจนกว่าจะหาทางออก-ทางไปแทบไม่เจอ อันนั้นนั่นแหละ... ภายใต้ความเป็น ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่อย่างน้อยก็ยังมี ความเป็นไทย ห้อยท้ายติดปลายนวมเอาไว้มั่งเล็กน้อย การหา ทางรอด หรือ ทางลอด จึงใช่ว่าจะไม่มีเอาซะเลย...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Gustave Flaubert ... The whole dream of democracy is to raise the proletarian to the level of stupidity attained by bourgeois.- ฝันทั้งมวลของประชาธิปไตย ก็คือ...การยกระดับคนชั้นล่างให้ขึ้นมาสู่ความโง่ที่ทัดเทียมกับคนชั้นกลาง...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง