13 ศิลปินกับปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน 'รอยแยก'

ข่าวบันเทิง 18 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

หากพูดถึง "ศิลปะร่วมสมัย" หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้วความหมายของศิลปะร่วมสมัยคืออะไร ต่างจากศิลปะเดิมๆ อย่างไร และเกิดขึ้นเมื่อใด ขณะที่หลายคนก็เข้าใจว่าศิลปะร่วมสมัยก็คือศิลปะที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับชีวิตประจำวันของเรา หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ งานศิลปะสมัยใหม่ที่มีรูปแบบการนำเสนอแตกต่างไปจากเดิมๆ เช่น เทคนิคการสร้างสรรค์งานที่มีความซับซ้อนขึ้น หรืองานที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม เป็นต้น บรรยายใต้ภาพ 13 ศิลปินร่วมสมัย วิดีโอบันทึกผลการแสดงของจุมพล ภาพบันทึกนาวินแกลเลอรี เปลี่ยนแท็กซี่เป็นหอศิลป์ ปี 2538 งานศิลปะแสดงสดช่วงฟองสบู่แตกของมานิต ชมไทม์ไลน์เหตุการณ์ทางศิลปะร่วมสมัย ผลงานโต๊ะเอียงท้าทายการมองเห็น ธวัชชัย พันธุ์สวัสดิ์ ผลงานคามิน เลิศชัยประเสริฐ

ในนิทรรศการปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน "รอยแยก" ที่กำลังจัดแสดงบริเวณชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นส่วนหนึ่งที่กำลังพยายามจะเล่าถึงศิลปะร่วมสมัย ผ่านเหตุการณ์สภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับแวดวงศิลปะไทย เป็นการปฏิบัติการของศิลปะร่วมสมัยตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980-2000 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มักจะถูกกล่าวถึงในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้นของศิลปะร่วมสมัย และเป็นที่กล่าวขานว่าเป็นยุคที่ศิลปะสมัยนั้นความนิยมพุ่งสูงมาก ทั้งด้วยการสร้างพื้นที่ศิลปะอิสระ การเชื่อมต่อกับเครือข่ายศิลปะข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสรรค์ผลงานแหวกขนบจากศิลปินหัวก้าวหน้าในขณะนั้น

โดยผลงานศิลปะที่รวบรวมอยู่ในนิทรรศการ ส่วนหนึ่งเป็นการคัดสรรผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง ภาพถ่าย และวิดีโออาร์ต ขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือหลักฐานของการแสดงผลงานศิลปะที่ได้รับการบันทึกไว้จากผลงานของศิลปินไทย 13 ท่าน ทั้งที่จบการศึกษาศิลปะในประเทศและต่างประเทศ อาทิ กมล เผ่าสวัสดิ์, คามิน เลิศชัยประเสริฐ, จุมพล อภิสุข, ชาติชาย ปุยเปีย ฯลฯ ผลงานศิลปะที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาสำคัญนี้เป็นตัวแทนของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แห่งยุคสมัยนั้น ที่เปรียบได้กับการประกาศเข้าสู่ภาวะหลังสมัยใหม่ในทางศิลปะ ทั้งการเลือกใช้วัสดุในการผลิตผลงานที่แปลกออกไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเหลือใช้ และวัสดุสำเร็จรูป รวมถึงการใช้ร่างกายของศิลปินเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง และการใช้สื่อศิลปะสมัยใหม่เพื่อสร้างผลงานด้วยเทคนิควิธีและรูปแบบที่ต่างไปจากขนบดั้งเดิม ตลอดจนเนื้อหาของผลงานที่หลากหลาย ทั้งการสะท้อนภาพปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงวิพากษ์วิจารณ์คุณค่าทางวัฒนธรรมและโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับเส้นแบ่งพรมแดนทางความหมาย ช่วงชั้นและลำดับชั้น ตลอดจนประเด็นเรื่องเพศภาวะ เป็นต้น

อย่างเช่น ผลงานของคามิน เลิศชัยประเสริฐ ศิลปินผู้สร้างงานศิลปะเชิงความคิด แฝงด้วยความคิดปรัชญาทางศาสนา และเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนวงการศิลปะเชียงใหม่ ที่นำงาน "เวลาและประสบการณ์" เมื่อปี 2533 มาจัดแสดง ซึ่งเป็น การปฏิเสธการเขียนภาพแบบขนบด้วยการใช้มือระบายสีบนผ้าใบ แล้วใช้สีที่เหลือติดมือ มาทาที่ฝ่าเท้าและพิมพ์ลงบนกระดาษ ศิลปินจัดวางผลงานระบายสีด้วยมือจำนวน 365 ชิ้นติดตั้งบนพื้น ขณะที่ภาพพิมพ์ด้วยเท้าติดตั้งบนผนังจำนวน 365 ชิ้นเท่ากัน สลับที่ทางของความหมายเชิงวัฒนธรรมระหว่างสิ่งที่อยู่สูง และต่ำ การก้าวเดินลงบนพื้น ชักชวนให้เราสำรวจหลักฐานทางเวลาในห้วงปัจจุบันขณะ และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างพื้นและผลงานศิลปะ

หรือจะเป็นงาน Pink Man ของมานิต ศรีวานิชภูมิ ช่างภาพ นักเขียน ศิลปินอิสระแนวมโนทัศนศิลป์ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม ผลงานที่เป็นภาพของชายร่างท้วม สวมสูทสีชมพูและรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต เดินไปตามสถานที่ต่างๆ เป็นแนวเสียดสีการเมืองและสังคมไทย ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า เกิดขึ้นเมื่อสองเดือนก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ประมาณปี 2540 ช่วงนั้นคนไทยกำลังสนุกสนานกับการใช้จ่ายเงิน โดยไม่รู้ตัวว่าอีกสองเดือนต่อมาจะเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ตัวละครนี้ก็เลยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจะสะกิด ตั้งคำถามถึงการใช้จ่าย และวิถีชีวิตของผู้คน เป็นการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องบริโภคนิยม ซึ่งทุกวันนี้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจก็กลับมาอีกครั้ง มันยังคงร่วมสมัย

แล้วก็ผลงานของจุมพล อภิสุข กับวิดีโอบันทึกผลการแสดงสด 6 จอภาพที่เกิดขึ้นเมื่อเขาจบการศึกษาจากต่างประเทศ ช่วงปลาย 1980 เขาคือผู้ขับเคลื่อนศิลปะการแสดงสดในประเทศไทย และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งก็มีส่วนในการสร้างพื้นที่ทางศิลปะใหม่ ตลอดจนร่วมรณรงค์และเคลื่อนไหวทางสังคม การเมือง นิทรรศการรวบรวมวิดีโอบันทึกผลงานการแสดงสดของผลงานชุด "หัวใจ" ในต่างพื้นที่ ต่างเวลา จำนวน 6 จอภาพ จากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, มาเลเซีย, สหรัฐอเมริกา, โปแลนด์ และสเปน ในผลงานดังกล่าวจุมพลใช้การเป่าลูกโป่งรูปหัวใจเป็นสัญลักษณ์ของความรัก และความหวังในสภาวะเปราะบาง ลมหายใจที่เปรียบเสมือนกับสัญลักษณ์ของการมีชีวิตถูกเติมเข้าไปในลูกโป่งจนกระทั่งแตกออก เป็นสถานการณ์ที่มุ่งหวังสร้างความตลก เพื่อเปิดให้ผู้ชมได้ทบทวนถึงวิกฤติกาลต่างๆ ในโลก ตั้งแต่การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไต้หวัน เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในพม่าและปากีสถาน ตลอดจนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในติมอร์และโคโซโว และอีกมากมายหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างช่วงปี 2000 ที่ศิลปินสร้างผลงานชุดนี้ขึ้น และก็ยังมีอีกหลากหลายผลงาน

อย่างไรก็ตาม ศิลปินทั้ง 13 ท่านยังได้เล่าถึงปฏิบัติการศิลปะร่วมสมัยในมุมมองคนตนเองด้วย โดยที่คามิน เลิศชัยประเสริฐ กล่าวว่า ศิลปะในยุคสมัยของเขานั้นไม่เป็นที่นิยม เพราะมีสถาบันสอนศิลปะอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ใครอยากเป็นศิลปินก็ต้องได้รางวัล หรือสอนศิลปะ นอกนั้นไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ เว้นแต่ไปเขียนรูปขาย นี่คือข้อจำกัดในยุคนั้น แต่จุดที่ทำให้วงการศิลปะเปลี่ยนไป คิดว่าเกิดจากคนยุคนั้นที่ไปศึกษาต่างประเทศกลับมา แล้วนำองค์ความรู้มาขยับขยาย จริงๆ แล้วศิลปะมีอยู่ในความเป็นไทย มีอยู่ในวิถีเราอยู่แล้ว แต่ศิลปะร่วมสมัยอื่นๆ ยังไม่ถูกยอมรับ อาจจะด้วยหลายประการ ส่วนหนึ่งคิดว่าเราไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะ รัฐบาลยุคนั้นไม่มีความสนใจศิลปะอยู่แล้ว เพราะว่าการจะให้ประชาชนมีข้าวปลาอาหารกินก็ลำบากมากอยู่แล้ว แต่ตนคิดว่ามันก็เป็นสิ่งจำเป็นที่คนในแวดวงศิลปะต้องไปอธิบายว่าส่วนนี้เป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่เราจะสามารถขับเคลื่อนช่วยเรื่องเศรษฐกิจสังคม ให้เกิดคุณค่าบางอย่างได้ ซึ่งเขาไม่มีความเข้าใจแต่ในฐานะที่เราเป็นตัวแทนของศาสตร์ร่วมสมัย คิดว่าถ้าเรามีโอกาสเราต้องอธิบายให้ได้

เช่นเดียวกับ มานิต ศรีวานิชภูมิ กล่าวไปในทางเดียวกันว่า ศิลปะร่วมสมัยในอดีต จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่สามารถจะฟันฝ่าที่จะเอาชนะมันได้ ซึ่งหมายถึงศิลปะไทยไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร เพราะไม่มีคนเห็นความสำคัญ เรามีเงิน แต่เราไม่มีศักยภาพที่จะพัฒนาศิลปะของเราให้ใครได้ ในยุคของตนจึงมาจากการดิ้นรนต่อสู้ด้วยตนเอง ที่ต้องการเอาศิลปะแตกตัวเองออกมาจากศิลปะในขนบนิยมที่มีโครงสร้าง ซึ่งรัฐเป็นผู้สนับสนุน แนวคิดแบบพวกเราจะไม่ค่อยสนับสนุน เพราะมันเป็นแนวคิดที่มีท่าทีและลักษณะที่จะไปคนละทิศละทางกับรัฐ แนวคิดแบบนี้ เราพูดกันตลอดว่าอยากให้เด็กสร้างสรรค์ แต่เราไม่เคยสนับสนุนงานด้านสร้างสรรค์เลย

สำหรับ นิทรรศการปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน "รอยแยก" จัดแสดงที่ห้องหลักชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จนถึงวันที่ 24 พ.ย.นี้.


แท็ก ศิลปิน   ศิลปะ  

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ