'ศักดิ์สยาม'สู้ค่าโง่โฮปเวลล์

ข่าวเศรษฐกิจ 19 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ลุ้นศาลสูงสุดรื้อคดีใหม่ พบพิรุธเซ็นสัญญาเพียบ ราชดำเนิน * "ศักดิ์สยาม" สู้ไม่ถอย ส่งเรื่องอุทธรณ์คดีค่าโง่โฮป เวลล์ให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณา 20 ก.ย.นี้ หลังได้ข้อมูลใหม่ พุ่งเป้าต่อสู้ประเด็นการทุจริตในการอนุมัติโครงการในอดีต ย้ำต้องได้ตัวคนทำผิด นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยกรณีคดีโฮป เวลล์ว่า ขณะนี้ได้ส่งหลักฐาน ใหม่และหนังสือมอบอำนาจที่จะขอรื้อฟื้นคดีดังกล่าวใหม่ให้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดไปวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว โดยหลังจากนี้จะต้องรอให้อัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีกำหนดต้องยื่นภายในวันที่ 20 ก.ย.นี้ และต้องรอผลการวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดจะรับพิจารณาหรือไม่ ส่วนหลักฐานใหม่นั้นไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากมีผลต่อรูปคดี บรรยายใต้ภาพ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการรวบรวมข้อมูลที่พอจะเป็นหลักฐานในการยื่นอุทธรณ์สู้คดีอีกครั้ง ซึ่งได้หารือร่วมกันกับสำนักงานอัยการสูงสุดมาตลอด ส่วนขั้นตอนยื่นอุทธรณ์หลังจากนี้ ถือเป็นหน้าที่ของทางอัยการที่จะดำเนินการ คาดว่าอัยการจะยื่นอุทธรณ์ก่อนวันที่ 20 ก.ย.นี้ ส่วนความมั่นใจเรื่องหลักฐานสู้คดี ไม่สามารถตอบได้ เพราะถือเป็นดุลยพินิจของศาล

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า สำหรับการยื่นอุทธรณ์อีกครั้งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่ต้องการต่อสู้คดีค่าโง่โฮปเวลล์จนถึงที่สุด และได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบปัญหาการทุจริตในโครงการ ตั้งแต่การเซ็นสัญญาในช่วงต้นของโครงการเมื่อปี 2533 ซึ่งพบพิรุธในการเซ็นสัญญามากมาย เช่น ประเด็นที่โครงการโฮปเวลล์มีมูลค่าสูงจะพบรายละเอียดสัญญามีเพียงไม่กี่หน้า การกำกับโครงการระหว่างการก่อสร้างซึ่งท้ายที่สุดพบว่างานก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่ไม่มีการกำกับดูแลให้งานก่อสร้างคืบหน้าสอดคล้องกับเม็ดเงิน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งให้มีการตรวจสอบปัญหาการทุจริตที่ เกี่ยวข้องกับทุกฝ่าย ทั้งจากเจ้า หน้าที่ภาครัฐ ทั้งการเมืองและข้าราชการประจำ จนถึงเอกชน เพื่อนำมาต่อสู้คดีอุทธรณ์ในศาลอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการตรวจสอบการทุจริต และขัดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงนามในสัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับโฮป เวลล์ ในอดีต นอกจากประเด็นการทุจริตซึ่งขณะนี้ภาครัฐยังไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลต่อรูปคดี แต่ก็ยังมีประ เด็นอื่นๆ โดยเฉพาะการตั้งข้อสัง เกตจากฝ่ายกฎหมาย (อนาบาล) ของ รฟท. ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกำกับการก่อสร้างในสัญญา ของโครงการ ว่ามีการดำเนินการ ที่ขัดต่อกฎหมายการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนที่บังคับใช้ในขณะนั้นหรือไม่

สำหรับสัญญาที่มีการลงนาม 2 ฝ่าย ไม่มีการระบุถึงวิธีปฏิบัติที่จะควบคุมให้งานก่อสร้างคืบหน้าสอดคล้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการ ซึ่งประเด็นนี้หากสัญญาขาดสาระสำคัญดังกล่าว จะนำไปสู่การตรวจสอบว่าสัญญาเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นหรือไม่ และหน่วยงานที่กำกับดูแล ทั้งฝ่ายนโยบายและประจำ ละเลยไม่ดูแลให้เกิดการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ที่เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริตและละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบในประเด็นเหล่านี้ด้วย.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ