คอลัมน์: โลกใบใหม่: ต้นทุนความเจริญก้าวหน้า ที่ต้องร่วมกันเคลื่อนฝ่าไปข้างหน้า!!!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 21 กันยายน 2562 00:00:33 น.
อภิชาต ทองอยู่
tapichart@hotmail.com

หลังจากความก้าวหน้าเติบโตของจีนปรากฏชัดต่อชาวโลก จากผลของการปฏิรูปประเทศมากว่า 4 ทศวรรษ ความก้าวหน้าของจีนทำลาย "วาทกรรม" "ความเชื่อ" ที่เคยครอบงำความคิดโลกว่า การสร้างความก้าวหน้าเติบโตทางเศรษฐกิจ ต้องพึ่งพาประชาธิปไตยและการเมือง-การปกครองแบบโลกตะวันตก ลงอย่างสิ้นเชิง! ด้วยว่า...ประเทศสังคมนิยมอย่างจีนได้สร้างความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นและภาคภูมิ

ปฏิบัติการพัฒนาจีนใหม่ดำเนินไปภายใต้เป้าหมายที่ชัดเจน มุ่งปรับสร้างประเทศนับจากช่วงปี 1990 ที่เริ่มเปิด-ปฏิรูปประเทศ มุ่งสร้างจีนใหม่ แก้ไขปัญหาความยากจนล้าหลัง นำประเทศยกระดับสู่การกินดีอยู่ดีพอควร ในการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.2001 มุ่งบรรลุผลในช่วงปี ค.ศ.2020 เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศทันสมัยและเป็นผู้นำของโลกต่อไป ตามแผนการที่ว่า ปี ค.ศ.2050 จีนจะพัฒนาประเทศให้เป็น ประเทศสังคมนิยมมหาอำนาจสมัยใหม่ ที่ร่ำรวย ประชาชนเป็นใหญ่ เป็นเลิศทางวัฒนธรรม สมานฉันท์ และสวยงาม

นี่คือการขับเคลื่อน "จีน" ที่สัมผัสจับต้องได้ ให้โลกประจักษ์ว่า การเมืองการปกครองแบบสังคมนิยมนั้นมีพลังยิ่งใหญ่ต่อกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลง ที่จะปรับตัวสู่ความก้าวหน้า ทันสมัย อยู่ดีกินดี หลุดพ้นจากความยากจน สามารถผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก ด้วยปฏิบัติการแบบจีน ที่ทำงานกับผู้คนมากกว่า 1,400 ล้านคนมาอย่างต่อเนื่อง! บทเรียนของจีนสร้างการเรียนรู้ถึง "ความเป็นไปได้ ที่ไร้ขีดจำกัด" ในการสร้างความเจริญก้าวหน้าใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นบทเรียนมีคุณค่า ที่น่าจะช่วยให้กับกลุ่มคนที่มีความคิดแบบไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง หรือกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์กับการพัฒนาแบบที่ลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ได้เรียนรู้บ้าง!

กรณีการพัฒนาประเทศของจีนข้างต้นนี้ ถ้าพิจารณาย้อนเทียบดูกับสภาพประเทศไทย หลังจากที่สังคมไทยตกอยู่ใต้ความแตกแยก ตกต่ำ ชะงักงันทางสังคมการเมือง เศรษฐกิจและการพัฒนาหยุดนิ่งเกือบดิ่งเหว ปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงทุกมิติ ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจการค้า การปรับตัวที่สอดรับกับศตวรรษที่ 21 การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ต้องเชื่อมกับทิศทางการเติบโตใหม่ของสังคมโลก และความรวดเร็วของจีนในกระแสความเคลื่อนไหวของหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (OBOR) จนถึงความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม 4.0 ที่เชี่ยวกรากอยู่ในคลื่นการปฏิวัติไอที การสื่อสาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ยุคดิจิทัล ที่มีพลังและอิทธิพลต่อการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างมีนัยสำคัญ!

ประสบการณ์ความเลวร้ายที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยพยายามสร้างยุทธศาสตร์เพื่อปรับตัวจากความล้าหลัง ตกต่ำ ด้วยนโยบายประเทศไทย 4.0 และยกระดับพื้นที่ EEC ขึ้นเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อดึงการลงทุนระดับโลกให้เข้ามาพร้อมความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ที่จะช่วยย่นเวลาและต่อยอดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด และสร้างตัวตนในกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงรวดเร็วของยุค 4.0 ซึ่งภายใต้ความเคลื่อนไหวนี้ EEC เป็นพื้นที่ที่จะปรับสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่มีการรื้อสร้างกฎหมาย ระบบ ระเบียบ และพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานให้ทันความเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ รวมทั้งสร้างการพัฒนาบุคลากร การศึกษา และจัดการพื้นที่ใหม่ ที่ตอบโจทย์ความมีอนาคตและความเจริญก้าวหน้าใหม่ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนช่วยลดความเหลื่อมล้ำไปในขณะเดียวกัน!

การสร้างความเจริญใหม่ในพื้นที่ EEC นี้ มีบทเรียนจากจีนชี้บอกว่า การปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้น จะต้องเผชิญกับเครือข่ายผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกกลุ่มเดิมเป็นสำคัญ ซึ่งในกรณีของ EEC ก็หนีไม่พ้นธรรมชาติดังกล่าว จึงต้องเผชิญกับเครือข่ายผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกในบางพื้นที่ ที่ก่อกระแสเคลื่อนไหวคัดค้าน-ต่อต้าน ปิดรับความเปลี่ยนแปลงจากปฏิกิริยาหลายรูปแบบ ทั้งเผชิญหน้าโดยตรงและผ่านสื่อออนไลน์ (ที่ข้อมูลมากกว่าร้อยละ 80 มีการมโนปั้นแต่งขึ้นเอง) การเผชิญปัญหานี้ กระบวนการทำงานของ EEC ต้องอดทน อาศัยการสร้างความเข้าใจกับคนส่วนใหญ่ และสร้างงานพัฒนาที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง ที่มีเป้าหมายในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมท้องถิ่น ผู้คน และมีนวัตกรรมที่จะนำสู่ความยั่งยืนในการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นให้ชัดเจน

หากพิจารณากลุ่มความคิดปฏิปักษ์ต่อต้านความเจริญก้าวหน้า-ความเปลี่ยนแปลง จะพบว่าคนกลุ่มนี้มีแรงขับเคลื่อนอยู่หลายแบบ บางคน-บางกลุ่มต้องการสร้างพื้นที่แห่งตัวตนให้ตัวเอง กลัวสูญเสียตัวตนไป บางกลุ่มก็จะเป็นพวกที่มีมุมมองความคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ ที่มักหยิบเอาเหตุเล็กๆ น้อยๆ มาสร้างความเคลื่อนไหวเพื่อปฏิเสธความเจริญก้าวหน้ายุคใหม่ อีกบางกลุ่มจะเป็นกลุ่มอาชีพต่อต้านความเจริญ 3 การพัฒนา ที่มักเข้ากันได้กับเครือข่ายผลประโยชน์เดิมที่ฝังรากลึกมา นี่คือสภาพที่การพัฒนา-เปลี่ยนแปลงต้องเผชิญ!

การก้าวไปข้างหน้า ต้องทำให้ผู้คนเข้าใจภูมิทัศน์ใหม่ของสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ที่เชื่อมโยงสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตใหม่ ซึ่งการพัฒนา EEC ได้กำหนดทิศทางการลงทุนชัดเจนใน 12 อุตสาหกรรมยุค 4.0 มีกิจกรรมหลากหลายที่ร่วมมือกับท้องถิ่นแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานาน เช่น ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ระยอง ชลบุรี การสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ฯลฯ มีการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อ-ขยายรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น มีการจัดสร้างรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ขนส่ง สร้างท่าเรือ 3 ท่าเรือ สร้างมหานครการบิน ตลอดจนดึงเม็ดเงินลงทุนเกือบ 2 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเชื่อมต่อกับโลกโดยรวม เพื่อปรับฐานเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างการศึกษาใหม่ สร้างความกินดีอยู่ดี ที่มีผลรวมเป็นลมหายใจหล่อเลี้ยงประเทศชาติในความเคลื่อนไหวของศตวรรษที่ 21 ที่มีความหมายยิ่ง นี่คือข้างหน้าที่ทุกคนต้องเดินไปด้วยกัน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง