คอลัมน์: ไทยโพสต์: กัลยาณมิตรของ 'ประยุทธ์' สิ่งจำเป็นในวันที่มีอำนาจ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 21 กันยายน 2562 00:00:17 น.

ละไว้ในฐานที่เข้าใจในการอภิปรายทั่วไปของฝ่ายค้านต่อปมประเด็นถวายสัตย์ เมื่อนักกฎหมายอย่าง นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ใช้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตั้งคำถามถึง การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะรัฐมนตรีถวาย สัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรม นูญกำหนดไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนฟังทั่วไปได้ประโยชน์ในหลายประเด็นในการที่นายปิยบุตรได้อภิปรายในเรื่องดังกล่าว

เช่นเดียวกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่นายปิยบุตรอภิปรายยกให้เป็นอาจารย์กฎ หมายในทางตำรา และได้นำเกร็ดข้อมูลในหนังสือหลังม่านการเมือง ที่นายวิษณุได้เขียนมาเปิดเผย ซึ่งตัวนายวิษณุเองก็ได้พยายามอภิปรายในทุกประเด็นให้เข้าใจในสิ่งที่พลเอกประยุทธ์ได้ใช้คำถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น โดยใช้วิธีแตะ แต่ไปไม่ถึง เมื่อฟังแล้ววิญญูชนทั่วไปพอจะเข้าใจได้ หรือแม้แต่ฝ่ายค้านเองก็อาจจะทราบได้ว่าเหตุใด อยู่ที่ว่าจะพยายามเข้าใจในสิ่งที่ชี้แจงหรือไม่

อาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพลเอกประยุทธ์ ในเวลานี้ไม่ใช่แค่ปมถวายสัตย์เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายเรื่องโหมกระหน่ำเข้ามาโจมตีเป็นระลอก เรียกได้ว่าขณะนี้แม้พลเอกประยุทธ์หายใจเข้า หายใจออก ก็อาจจะผิดหมด แม้แต่คนที่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกันมาก่อน ก็กลับกลายไปเปลี่ยนขั้วเลือกข้างใหม่ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการของรัฐบาลกันดุเดือด จะเหลือที่ออกหน้าแทนกัน ก็เป็นเพียงกลุ่มพวกที่ได้รับประโยชน์ หรืออานิสงส์จากนโยบายรัฐบาล และยังเห็นโอกาสที่จะได้เศษเนื้อจากรัฐ บาลพลเอกประยุทธ์อีกต่อไป

รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศหลายเดือน แต่ดูเหมือนว่าการทำงานไม่ต่างจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพราะองค์ประกอบที่กำหนดกรอบของรัฐบาลยังเป็นคนกลุ่มเดิม การใช้กลไกในการบริหารจัดการก็ยังเหมือนเดิม พึ่งพาระบบราชการเป็นหลัก  ทั้งที่สถานการณ์ในภาพรวมของประเทศเปลี่ยนไปมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่สังคมจะโทษรัฐบาลไปทั้งหมด เพราะปัจจัยหลักยังเป็นตัวแปรที่มาจากต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ส่งผลให้วัฒนธรรมในการทำธุรกิจบางประเภทล้มครืน แต่ปฏิกิริยาในการรับรู้การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเพื่อสกัดออกมาเป็นนโยบายในการรับมือถือว่าช้าเกินไป

ผสมปนเปเข้ากับปัจจัยอื่นๆ ที่ยากจะควบคุม ทั้งเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน จากภัยแล้งเข้าสู่อุทกภัยน้ำท่วม แค่ชั่วข้ามเดือน ผลผลิตการเกษตรราคาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนฐานรากได้รับความเดือดร้อน ส่งผลเป็นห่วงโซ่ให้กับการบริโภคของคนในประเทศ ที่ต้องแบกรับต้นทุนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ในขณะที่การรักษาสมดุลในนโยบายของรัฐ ระหว่างคนในภาคส่วนต่างๆ มีผลทางจิตวิทยาต่อคนจนค่อนข้างมาก และไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยนโยบายลดแลกแจกแถม นำไปสู่กระแสเสียงโจมตีรัฐบาลที่ถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ

จึงไม่แปลกที่พลเอกประยุทธ์จะเริ่มมองปรากฏ การณ์ต่างๆ ด้วยนัยแห่งการเมือง และมองว่าการโจมตี ที่เกิดขึ้นมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ผ่านเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ที่พยายามปั่นกระแสทางลบ ด้วยการขยายจุดผิดพลาดบกพร่องให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เพื่อหวังดิสเครดิตตนเอง พร้อมมีเป้าหมายในการจ้องล้มรัฐบาล เพราะฝ่ายการเมืองนั้นเสียประโยชน์นับแต่เมื่อมีการรัฐประหาร และมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งยังอยู่ต่อด้วยการผ่านกระบวนการเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกสมัย

แต่ในทางกลับกัน ก็ต้องยอมรับว่าหลังจากที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ก็มีจุดอ่อน และมีความผิดพลาดอยู่หลายประการ มีการตั้งคำถามชี้ประเด็น เพื่อให้รัฐบาลแก้ไข แต่ดูเหมือนว่าคนใกล้ชิด หรือกุนซือใกล้ตัว ไปวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเป็นศัตรู หรือเป็นพวกฝ่ายเดียวกันแต่เสียประโยชน์ ติดเพียงกรอบความมั่นคง และยุทธวิธีทางด้านการทหาร บดบังคำว่าติเพื่อก่อ และกัลยาณมิตร ที่มุ่งหวังจะช่วยกันลดจุดอ่อนของรัฐบาล  เพื่อให้การเดินหน้าบริหารประเทศเป็นไปอย่างถูกต้องมั่นคง

หรือแม้กระทั่งรูปแบบการจัดการ การให้พลเอกประยุทธ์ออกอีเวนต์เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับงานของกระ ทรวง ทบวง กรม ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี การลงพื้น ที่เพื่อไปพบปะผู้ที่เดือดร้อนจากเหตุน้ำท่วม การไปตรวจราชการและต้องเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ต้องลดคำว่า จัดฉาก ผักชีโรยหน้า หรืออำนวยความสะดวกเพื่อนาย จนทำให้ข้าราชการในพื้นที่ต้องมาต้อนรับ ชาวบ้านที่เดือดร้อนต้องมาลำบากซ้ำสอง แทนที่จะเป็นการช่วยสร้างภาพให้นายกรัฐมนตรี กลับกลายเป็นเสียงกร่นด่าตามหลังโดยที่พลเอกประยุทธ์ก็ไม่ได้รับรู้

ในเวลานี้จึงน่าจะเป็นห้วงเวลาที่นายกรัฐมนตรีต้อง แสวงหากัลยาณมิตรเพิ่ม ที่มาจากทั้งต่างฝ่าย และกัลยาณมิตรเดิม ด้วยการพบปะพูดคุย ระดมความคิดเห็น รับฟัง สร้างเครือข่ายใหม่ที่ไม่ใช่แค่กองทัพ หรือสื่อฝ่ายตัวเอง อย่างน้อยก็เพื่อให้รู้ว่ามีคนมองรัฐบาลอย่างไร เพื่อนำไปใช้และปรับการทำงาน ไม่ถือเขาถือเรา พร้อมจะเลิกการทำงานแบบรูทีน ปรับทัพรับสถานการณ์ของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป เลิกฟังแต่เสียงชมเชย หรือแค่ผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ไม่กล้าจะพูดความเป็นจริงที่เจ็บปวดให้ฟัง เพราะกลัวนายโกรธ หากสามารถทำใจยอมรับได้ ก็เชื่อว่าจะกลายเป็นเกราะในการป้องกันตัวจากฝ่ายที่มีวาระซ่อนเร้นได้ดีกว่าการมองคนวิจารณ์อย่างหวาดระแวงไปหมด.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง