คอลัมน์เวทีสาธารณะ: เสียงสะท้อนคนลุ่มน้ำชีกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

ข่าวทั่วไป 22 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

สิริศักดิ์ สะดวก ที่ปรึกษาเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่าง ปรากฏการณ์ปัญหาน้ำท่วมขังพื้นที่ทำการเกษตร 2 ฝั่งลุ่มน้ำชีนานผิดปกตินั้น โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอโพธิ์ชัย, อำเภอเชียงขวัญ, อำเภอจังหาร (หน้าเขื่อนและท้ายเขื่อนร้อยเอ็ด), อำเภอทุ่งเขาหลวง, อำเภอเสลภูมิ, อำเภออาจสามารถ, จังหวัดร้อยเอ็ด (พื้นที่อยู่ระหว่างใต้เขื่อนร้อยเอ็ดเหนือเขื่อนยโสธร-พนมไพร) และอำเภอเมือง, อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร (เหนือและใต้เขื่อนยโสธร-พนมไพร, เขื่อนธาตุน้อย ทั้งนี้ ปัญหาน้ำท่วมนานผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นในช่วงหลังมีการทดลองกักเก็บน้ำของเขื่อนในแม่น้ำชี อย่างเช่น เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธรพนมไพร และเขื่อนธาตุน้อย ที่อยู่ภายใต้โครงการโขง ชี มูล ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา จนชาวบ้านเรียกว่า "น้ำท่วมซ้ำซาก" จากนโยบายการบริหารจัดการน้ำของรัฐที่ผิดพลาดไม่เป็นระบบ

ถึงแม้ปัจจุบันเกษตรกรชาวนาลุ่มน้ำชีต่างคาดหวังกับอาชีพหลักคือการทำนาที่มองว่าปีนี้คงเป็นปีที่จะสร้างรายได้ให้กับครอบครัว เพราะรายได้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของชาวบ้านลุ่มน้ำชีมาจากผลผลิตข้าว แต่สถานการณ์น้ำท่วมกลับทำลายความคาดหวังของเกษตรกรลุ่มน้ำชี

ทำให้เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร ได้ร่วมกันจัดเวทีเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมลุ่มน้ำชี มีตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมแลกเปลี่ยนกว่า 200 คน ในที่ประชุมยังได้สรุปปัญหาดังนี้ 1.เขื่อนที่สร้างขวางกั้นแม่น้ำชี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำ น้ำไหลไม่ปกติทำให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่การเกษตรและบางหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องขนสิ่งของขึ้นมาไว้บนพนังเป็นระยะเวลานานหลายเดือน ยังส่งผลกระทบต่อฐานเศรษฐกิจหลักของชุมชน ระบบนิเวศและทรัพยากรที่ชุมชนได้พึ่งพาอาศัย 2.เกิดจากโครงสร้างการพัฒนาแหล่งน้ำ เช่น พนังกั้นน้ำ ฝาย อ่างขนาดเล็ก เป็นต้น

3.เกิดจากการสร้างถนนกีดขวางทางน้ำ เนื่องจากการสร้างถนนไม่ได้เข้าใจทิศทางการไหลของน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ทำให้น้ำไม่สามารถระบายได้ทัน 4.เกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ ไม่เป็นระบบ เป็นการบริหารจัดการน้ำที่มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ไม่มีการประสานงาน และบางเขื่อนยังไม่บริหารให้สอดคล้องตามฤดูกาล ซึ่งทางเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชียังมีข้อเสนอ 1.ให้ยุติการพัฒนาแหล่งน้ำขนาด ใหญ่ 2.ให้แก้ไขปัญหาเก่าให้เสร็จก่อน อย่างเช่น ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่พี่น้องเครือข่ายลุ่มน้ำชีเรียกร้อง

นายจันทรา จันทาทอง อายุ 47 ปี กรรมการเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี มองว่าการสร้างเขื่อนเป็นอุปสรรคต่อการไหลเวียนของน้ำ เกิดน้ำท่วมขัง เดิมน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากขึ้นช้าลงเร็ว ท่วมนานที่สุดไม่เกิน 15 วัน ไม่ทำให้ข้าวเสียหาย ปัจจุบันพอน้ำท่วมก็จะกินเวลานานประมาณ 1-3 เดือน ทำให้ต้นข้าวเน่าเสียหาย รวมถึงชาวบ้านต้องสูญเสียรายได้หลักของครอบครัว นั่นย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงวิถีชีวิต และยังมีต้นไมยราพยักษ์ พืชพันธุ์ใหม่เข้ามาแพร่ระบาดในพื้นที่

ถือว่าเป็นพืชที่อันตรายต่อพืชท้องถิ่น โดย ไปขยายพันธุ์ปกคลุมทดแทนพืชในป่าทาม อีกทั้ง ยังทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ เช่น 1.ปัญหาหนี้สินเพิ่ม มากขึ้น เพราะชาวบ้านได้ลงทุนในด้านการทำนาไปก่อนแล้ว 2.ปัญหาสุขภาพจิตใจ ความเครียด 3.ปัญหาการลดลงของสัตว์เลี้ยง จำนวนสัตว์เลี้ยงลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะวัว ควาย เพราะการที่น้ำท่วมขังอย่างยาวนานทำให้พื้นที่ที่ชาวบ้านเคยใช้เลี้ยงสัตว์ลดน้อยลง จนชาวบ้านหลายพื้นที่ไม่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ การเลี้ยงสัตว์ที่ถือเป็นการออมเงินของชาวบ้านภาคอีสานทางหนึ่งก็หมดสิ้นลง 4.ปัญหาวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไป ภาวะน้ำท่วมขังไม่ได้ทำให้ต้นข้าวเน่าตายเท่านั้น แม้แต่ประเพณี วัฒนธรรมก็ต้องพลอยได้รับผลกระทบด้วย เช่น ประเพณีบุญกุ้มข้าวใหญ่ เป็นต้น

          ด้านนายนิรันดร คำนุ อาจารย์ ประจำภาควิชา สังคมวิทยา และ มานุษ ยวิทยา คณะ          ม นุ ษยศาสตร์ และ สังคม ศาสตร์ มมส. ที่ปรึกษา เครือ ข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอน ล่าง กล่าวว่า  การพิจารณา ลักษณะ การท่วมของน้ำ โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำชีตอนล่างนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณา สภาพปัญหา จริงในเชิงพื้นที่ เป็นองค์ ประกอบ สำคัญ เนื่องจาก ข้อเท็จจริง จากชาวบ้านผู้ให้ข้อมูล เขาอยู่ กับสภาพปัญหา จริง  เข้าใจสภาพนิเวศ จริง เข้าใจทิศทางการไหลของน้ำและวิธีการท่วมของน้ำจริง รวมถึงเข้าใจในวิธีการ เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ด้วย การทำความเข้าใจ เกี่ยวกับปัญหา น้ำท่วมจะพิจารณา เพียงข้อมูล ทางสถิต /ข้อมูลข่าวสาร ระดับน้ำจากเขื่อนต่างๆ นั้นไม่เพียงพอ ต้องพิจารณา องค์ ประกอบปัญหาทุกด้านให้ครบทุกมิติ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้กระทบต่อโครงสร้างของชุมชนโดยตรง เมื่อโครงสร้างของชุมชนถูกทำลาย การล่มสลายจึงเกิดขึ้นกับชุมชนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ซึ่งตัวชี้วัดของความเปลี่ยนแปลงที่เห็นเป็นรูปธรรมและง่ายต่อความเข้าใจ คือ สภาวะน้ำท่วมที่ผิดแผกไปจากอดีตที่เคยมีเคยเป็น ภาวะน้ำท่วมอันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของรัฐแตกต่างจากการท่วมที่เป็นไปตามกลไกธรรมชาติอย่างในอดีตโดยสิ้นเชิง น้ำหลากที่เกิดจากธรรมชาติ ชาวลุ่มน้ำสามารถปรับตัวให้สอดคล้องอยู่ได้ สามารถคาดคะเนหรือคาดการณ์การมาของน้ำจนถึงขั้น "จับชีพจรน้ำ" ได้ แต่ภาวะน้ำท่วมอันเป็นผลมาจากโครงการพัฒนาของรัฐเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ชาวบ้านมิอาจปรับตัวให้กลมกลืนหรือยังชีพอย่างปกติสุขได้.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ