อัยการเห็นแย้งข้อกำหนดละเมิดศาลรธน.

ข่าวทั่วไป 22 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ไทยโพสต์ * วันที่ 21 ก.ย. ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เผยแพร่บทความเรื่อง "ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญเรื่องละเมิดอำนาจศาล" มีเนื้อหาดังนี้ ตามที่เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ออกข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 17 ตุลาคม 2562 โดยบัญญัติเรื่องละเมิดอำนาจศาลไว้ในข้อ 9 ถึงข้อ 13 และมีข้อวิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงข้อกำหนดข้อ 10 ที่บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายตามคำสั่ง หรือคำวินิจฉัยของศาล หรือวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลโดยไม่สุจริต หรือใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี ปลุกปั่น ยุยง หรืออาฆาตมาดร้าย หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,00 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 39 นั้น ผมขอให้ความเห็นทางวิชาการเป็นการส่วนตัวในเรื่องละเมิดอำนาจศาล ตามข้อกำหนดข้อ 10 ดังกล่าว ดังนี้

1.หลักการของเรื่องละเมิดอำนาจ ศาล ต้องเป็นการกระทำในบริเวณศาล หากกระทำนอกศาลต้องเกี่ยวข้องหรือส่งผลกระทบกับการพิจารณาคดีที่ดำเนินอยู่ในศาล

บทบัญญัติหลักเรื่องละเมิดอำนาจศาลของประเทศไทยตั้งแต่เดิมมา ได้บัญญัติไว้อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 30 ถึงมาตรา 33 โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 180 ก็ได้บัญญัติให้นำเอาบทบัญญัติเรื่องรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล ตาม ป.วิ.พ. ซึ่งเป็นเรื่องละเมิดอำนาจศาล มาบังคับใช้การพิจารณาคดีอาญาด้วยโดยอนุโลม

หลักเกณฑ์เรื่องละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ.ของไทย มีที่มาจากหลักการเรื่อง "Contempt of Court" (ละเมิดอำนาจศาล) ตามระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ของประเทศอังกฤษ ถึงแม้ว่าผู้ร่าง ป.วิ.พ.ของไทยจะเป็นนักกฎหมายชาวฝรั่งเศส คือ นายริวิแยร์ (Riviere) และนายชาร์ล เลเวสก์ (Charles L'Evesque) แต่ในการยกร่าง ป.วิ.พ. ในขณะนั้นก็ได้ยกร่างโดยอาศัยบทบัญญัติกฎหมายทั้งที่เป็นระบบซีวิลลอว์ของประเทศฝรั่งเศสและระบบคอมมอนลอว์ของประเทศอังกฤษด้วย

2.แนวคำพิพากษาศาลฎีกาไทยเรื่อง ละเมิดอำนาจศาล ศาลฎีกาไทยได้วางแนวคำพิพากษาเรื่องละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. โดยสรุปพอสังเขปได้ดังนี้

(1) กรณีที่จะเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลต้องเป็นการขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2217/2537) หรือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล โดยไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องออกข้อกำหนดก่อน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3720/2528, 1715/2548)

(2) หากเป็นการกระทำภายนอกบริ เวณศาลต้องมีความชัดเจนว่าการกระทำนั้นจะส่งผลกระทบกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล เช่น การเอาเงินไปให้ผู้พิพากษาเพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดี แม้การอ้างว่าจะเอาเงินไปให้ผู้พิพากษาจะกระทำนอกบริเวณศาล (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5462/2539) การสับเปลี่ยนผู้ต้องหา แม้จะกระทำในชั้นสอบสวนก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล แต่ทำให้การดำเนินคดีในศาลไม่เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและถูกต้อง เพราะทำให้ผู้กระทำความผิดที่แท้จริงไม่ต้องถูกลงโทษ (ฎีกาที่ 7-8/2543) จะอาศัยแต่เพียงความมุ่งหมายให้เกิดผลกระทบกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเท่านั้น ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันจะเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3227/2542, 4498/2546 (ประชุมใหญ่))

3.หลักเกณฑ์เรื่องละเมิดอำนาจศาล ตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ข้อ 10 น่าจะขัดแย้งกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐ ธรรมนูญ พ.ศ.2561 (พ.ร.ป.วิศาลรัฐธรรมนูญ)

พ.ร.ป.วิศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 38 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจออกข้อกำหนดเพื่อปฏิบัติตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดีในศาลหรือบริเวณที่ทำการศาล และเพื่อสั่งให้บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว

หากพิจารณา พ.ร.ป.วิศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 38 วรรคหนึ่งและวรรคสองดังกล่าว จะเห็นว่าได้บัญญัติให้การออกข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีจะต้องเป็นไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดีในศาลและบริเวณศาล และต้องเกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลเท่านั้น ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักการและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องละเมิดอำนาจศาลดังกล่าวข้างต้น

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดข้อ 10 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.วิศาลรัฐ ธรรมนูญ มาตรา 38 วรรคหนึ่งและวรรคสองนั้น มีขอบเขตการใช้บังคับที่น่าจะเกินเลยไปจากที่ พ.ร.ป.วิศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 38 วรรคหนึ่งและวรรคสองกำหนดไว้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

(1) ใช้บังคับรวมไปถึงการกระทำอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบเรียบ ร้อยของการพิจารณาคดีในศาลหรือบริเวณที่ทำการศาล และที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลด้วย

(2) ใช้บังคับกับการบิดเบือนคำสั่งหรือ คำวินิจฉัยของศาล หรือการวิจารณ์คำสั่ง หรือ คำวินิจฉัยของศาล ซึ่งหากเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีการชี้ขาดตัดสินคดีไปแล้ว ย่อมไม่มีกรณีของการกระทำที่จะส่งผลกระทบกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลที่จะถือว่าเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอีกต่อไป เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุดเด็ดขาด ไม่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไปอีกแล้ว

(3) จะกล่าวว่าข้อกำหนดข้อ 10 เป็น การบัญญัติให้สอดคล้องกับ พ.ร.ป.วิศาลรัฐ ธรรมนูญ มาตรา 38 วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า การวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยคดีที่กระทำโดยสุจริตและมิได้ใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย ไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล โดยตีความกลับกันในทางตรงข้ามว่า หากกระทำโดยไม่สุจริต ใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ก็ไม่ได้อีก เพราะขัดกับหลักเกณฑ์เรื่องละเมิดอำนาจศาลที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.ป.วิศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 38 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังกล่าว

ดังนั้น ข้อกำหนดข้อ 10 จึงไม่เป็นไปตามหลักการและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องละเมิดอำนาจศาลที่กล่าวมาแล้ว อีกทั้งยังน่าจะขัดกับ พ.ร.ป.วิศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 มาตรา 28 และมาตรา 38 วรรคสอง ที่บัญญัติให้การออกข้อกำหนดเกี่ยวกับ การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญต้องสอดคล้องและเป็นไปตาม พ.ร.ป.วิศาลรัฐ ธรรมนูญด้วย ส่วนการกระทำตามข้อกำหนดข้อ 10 จะเป็นการกระทำความผิดอาญาที่เกี่ยวข้องหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

4.ลักษณะเฉพาะของความผิดฐาน ละเมิดอำนาจศาลที่ไม่ต้องมีการฟ้องคดี ถ้ากระทำต่อหน้าศาล ศาลสามารถลงโทษได้ทันที

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดที่กระทำต่อศาล การลงโทษฐานละ เมิดอำนาจศาลจึงย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ บุคคลอื่นจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลให้ลงโทษผู้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1142/2516, 1159/2526, 4600/2531, 1248/2535) หากการละเมิดอำนาจศาลได้ กระทำต่อหน้าศาล ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษา ลงโทษได้โดยไม่ต้องมีการไต่สวน เพราะข้อเท็จจริงได้ปรากฏต่อหน้าศาลแล้ว หากไม่ได้กระทำต่อหน้าศาล ศาลจะต้องไต่สวนหาข้อเท็จจริงให้ได้ความว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่ และศาลมีอำนาจไต่สวนหาความจริงโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลยเหมือนเช่นการพิจารณาคดีอาญาทั่วไป เนื่องจากบทบัญญัติเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1159/2526, 3249/2536, 2962/2547, 7988/2551)

การใช้อำนาจของศาลในการมีคำสั่งเรื่องละเมิดอำนาจศาล ถึงแม้จะมีข้อดีในการรักษาความสงบเรียบร้อยในศาล และทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย แต่ก็อาจกระ ทบสิทธิในการโต้แย้งคัดค้านต่อสู้คดีของผู้ถูกกล่าวหาได้ หากไม่กระทำด้วยความระมัดระวังรอบคอบและอย่างเหมาะสมเป็นธรรม.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ