คอลัมน์: สมาธิชาวบ้าน: ปฏิบัติไปเพื่ออะไร

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2562 00:00:28 น.
อ.บูรพา ผดุงไทย
www.a-burapa.com โทร. 02-517-4224

ในการปฏิบัตินั้น เราต้องตระหนักรู้ไว้อยู่เสมอว่า อย่าไปหลงกับวิธีการ ที่เราปฏิบัติภาวนากันอยู่นี้ก็เพื่อให้เห็นความเดิมแท้ของจิต วิธีการต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็เพื่อเป็นเครื่องรู้ของจิตเพียงเท่านั้น อาจจะมีวิธีการที่แตกต่างกันไปตามแต่ความถนัดของแต่ละคนได้หลายวิธี ก็เพื่อช่วยทำให้คนที่มีความชำนาญต่างกันได้ปฏิบัติภาวนา และใช้เป็นเครื่องรู้ในการฝึกจิตได้ง่ายขึ้นตามวิถีที่ตนเองถนัด

พระนิพพานนั้นมีหนึ่งเดียว ไม่มีใครเป็นเจ้าของ จิตก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของเช่นกัน เราฝึกอบรมจิตภาวนาก็มีเป้าหมายเดียวคือ เข้าให้ถึงจิตเดิมแท้ที่เป็นหนึ่งเดียวนี้เอง วิธีการที่มีรูปแบบทั้งหลาย เมื่อถึงจุดที่กายใจรวมเป็นหนึ่งแล้วก็ต้องสลายวิธีการที่ยึดติดรูปแบบทั้งหลาย จึงสามารถจะเข้าถึงจิตเดิมแท้ที่ไม่มีรูปแบบได้ เหมือนกับการนอนหลับฝัน จะไปเอาอะไรกับความจริงที่อยู่ในฝัน มันก็ต้องตื่นรู้ ออกจากกระบวนการเดิมๆ เสียก่อน อย่าไปอยู่กับความฝัน อย่าไปอยู่กับความคิด ถ้าติดความคิด ความฝันก็จะไม่พบความจริง

เราอยู่กับความคิด ความฝันมานาน จนเราเชื่อว่ามันเป็นจริงเป็นจังเสียทุกอย่างแล้ว การฝึกสติจึงเป็นสิ่งสำคัญ สติจะช่วยให้เราไม่ตกไปอยู่ในอำนาจของมัน เพราะถ้าหลงในอำนาจของมันไปแล้ว มันก็จะนำพาใจเราให้ไหลไปกับความคิด ไหลไปตามกระแสโลก สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรตายไปก็ต้องกลับมาเกิดอีก

สิ่งสำคัญคือเราต้องมีสติ การฝึกอยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ถือเป็นพื้นฐานของการพัฒนาจิตอีกวิธีหนึ่งที่ทุกคนทำได้ง่าย เพราะทุกคนก็ล้วนต้องดำรงชีวิตด้วยการหายใจทั้งสิ้น หากเราภาวนาจนจิตเข้าถึงความเดิมแท้ได้ ก็จะแจ้งด้วยปัญญาในจิตนี้เอง ไม่ใช่ปัญญาที่เกิดจากความคิด ความฝัน แต่เป็นปัญญาแท้ที่นำพาสู่การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

การจะหลุดพ้นได้เราต้องรู้ให้กระจ่างเรื่องอารมณ์ คือความจริงของอารมณ์ที่มันปรุงแต่งจิตอยู่ในทุกขณะที่เราดำเนินชีวิต รู้ว่ามันถูกลากปรุงแต่งไปให้ดีใจ เสียใจได้ รู้จนมีปัญญาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นเพราะจิตมันปรุงแต่งขึ้นตามสมมุติบัญญัติที่มันเคยเรียนรู้มา ไม่มีอะไรที่มันจริงหรอก มันสมมุติขึ้นมาทั้งนั้น ถ้าไม่เท่าทัน ความคิดมันก็จะลากเราไปไหนก็ได้

หากเราเข้าถึงจิตเดิมแท้ได้ เราก็จะเข้าถึงความจริงในระดับต้น ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตได้ระดับหนึ่ง แต่มันยังไม่ใช่พระนิพพาน มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของจิตที่เริ่มจะรู้แจ้งความจริงเท่านั้น มันจะทำให้เราเห็นความเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายในการเกิด แล้วจิตมันจะเริ่มตั้งเป้าหมายเพื่อเดินทางสู่ทางพระนิพพานจากข้างในเอง ไม่ใช่ตั้งที่ความคิด

ที่เราปฏิบัติภาวนากันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อที่สะสม อบรมจิตเพื่อให้มีกำลังที่จะเดินปัญญาได้ เพราะเมื่อพบความจริงของจิตเดิมแท้แล้ว จิตจะต้องอาศัยกำลังฌานกำลังสติ เพื่อที่จะนำพาตัวเองออกจากดงของอวิชชา ดงของความคิดที่มันครอบงำเราอยู่นี้ให้ได้ เมื่อไรที่ออกจากความฝันได้ก็จะพบความจริง ถ้ายังติดอยู่กับกับดักแห่งความฝันอยู่ก็ต้องกลับมาเกิดใหม่

แม้ความฝันเรื่องเดิมจะจบลงไปแล้ว มันก็เกิดความฝันเรื่องใหม่มารองรับการเกิดอีก การวนเวียนแบบนี้ชาติแล้วชาติเล่า มันจะทำให้เราทุกข์แบบนี้เรื่อยไป ถ้าเรายังยินดีอยู่กับการเกิด มันก็ไม่มีทางพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดนี้ไปได้ สุดท้ายเราก็จะหลงเล่นอยู่กับโรงละครที่เราต้องไปใช้กรรมดีกรรมชั่วต่อไป กรรมดีก็แสดงผลในทางเป็นสุข กรรมชั่วก็แสดงผลได้ด้านทุกข์ ลำบาก ยากจน ตราบใดที่เรายังติดยึดในกรรมอยู่ก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ ที่จะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดได้ เพราะเรายังจองกรรมในจิตวิญญาณ และยังหลงเชื่อว่ามันเป็นจริง เป็นกายสังขารของเราจริง เป็นทรัพย์สินของเราจริงอยู่นั่นเอง ทั้งๆ ที่มันไม่มีอะไรจริงสักอย่าง.

สามารถติดตาม อ.บูรพา ได้ที่ช่อง Youtube "burapa84000" หรือ search หา "อ.บูรพา ผดุงไทย"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง