คอลัมน์รักชาติไทยด้วยใจอดทน: ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ธนาธรปล่อยกู้ให้พรรคอนาคตใหม่ 110 ล. หรือ 191 ล. กันแน่...ปัญหาอยู่ที่เส้นทางเงิน

ข่าวเศรษฐกิจ 23 กันยายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ไทยทน เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2562 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินล็อตสุดท้ายของ ส.ส. จำนวน 80 ราย รายชื่อที่น่าสนใจที่สุด คงหนีไม่พ้นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แจ้งทรัพย์สินรวมคู่สมรส 5,632,536,266 บาท หนี้สิน 683,303 บาท มีรายได้รวม 188,606,720 บาท รายจ่าย 66 ล้านบาท ทรัพย์สินที่น่าสนใจมีการแจ้งเงินปล่อยกู้ยืมพรรคอนาคตใหม่ "191.2 ล้านบาท" โดยได้แสดงเป็นเงินปล่อยกู้ยอดที่ 1 วันที่ 2 มกราคม 2562 จำนวน 161.2 ล้านบาท และยอดที่ 2 วันที่ 11 เมษายน 2562 จำนวน 30 ล้านบาท โดยเขียนไว้ด้านล่างว่า เงินกู้งวดลำดับที่ 1 ได้มีการคืนเงินแล้วจำนวนหนึ่ง และเงินกู้ลำดับที่ 2 เพิ่งได้รับเงินจำนวนหนึ่ง

เป็นตัวเลขที่สร้างความฉงนให้กับสังคมอีกครั้ง เพราะ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 นายธนาธร ในฐานะหัวหน้าพรรค อนาคตใหม่ ได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือเอฟซีซีที (FCCT) ในหัวข้อ "อะไรคืออนาคตของพรรคอนาคตใหม่" โดยตอนหนึ่งนายธนาธรได้กล่าวถึงการบริหารการเงินของพรรคอนาคตใหม่ว่า เพื่อให้พรรคสามารถเดินหน้าในช่วงการเลือกตั้งได้ จึงตัดสินใจให้เงินทางพรรคยืมไปแล้วราว "110 ล้านบาท" ซึ่งไม่ได้มีวี่แววเลยว่าจะพูดถึงยอด 161.2 ล้านบาท รวมกับยอด 30 ล้านบาทแต่อย่างใด???

และต่อมา หลังจากที่เป็นข่าวสับสนในสังคม ในวันที่ 20 พ.ค.62 น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ได้กล่าวถึงกรณีเงินที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้พรรค อนค.กู้ยืมว่า ตามที่มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าตัวเลขที่ออกมามันไม่ตรงกันนั้น ทั้ง 250 ล้านบาท 90 ล้านบาท และ 110 ล้านบาท โดยได้อธิบายว่าจำนวนเงินที่เป็นวงเงินสูงสุดที่นายธนาธรกำหนดให้พรรคกู้นั้น อยู่ที่เพดาน 250 ล้านบาท แต่การดำเนินกิจกรรมจนถึงวันเลือกตั้งพรรคกู้ไป 90 ล้านบาท และจนถึงวันนี้ ก็มีการกู้เพิ่มไปอีกนิดหน่อย เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายของพรรค ตัวเลขจึงอยู่ที่ 110 ล้านบาท นี่คือสาเหตุที่ตัวเลขไม่ตรงกัน

ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ได้ให้คำอธิบายอย่างชัดเจนด้วยว่า 250 ล้านบาทเป็นวงเงินใหญ่ มีการทยอยเบิกเพิ่มเป็น 90 ล้านบาท และต่อมาก็เบิกเพิ่มเป็น 110 ล้านบาท ไม่ได้เคยมีเรื่องยอด 161.2 ล้านบาท รวมกับยอด 30 ล้านบาทแต่อย่างใดเช่นกัน???

และสังคมก็ได้เห็นปัญหาหลายๆ เรื่องของพรรคอนาคตใหม่ ที่อ้างตัวเป็นความหวังของคนรุ่นใหม่หลายประการ

1.จากหลักฐานต่างๆ ที่ไร้ความน่าเชื่อถือ ทำให้สงสัยเรื่อง "เส้นทางเงิน" ตั้งแต่การโอนหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย ของนายธนาธร ต้องโอนหุ้นออกก่อนช่วงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 แต่กลับโอนหุ้นอย่างเป็นทางการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2562 ซึ่งเป็นวันหลังวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และอ้างว่ามีการโอนหุ้นกันตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมแล้ว โดยได้แสดงหลักฐานเป็นเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา เลขที่ H 11309959 และไม่เคยยินยอมแสดงหลักฐาน statement ซึ่งปลอมย้อนหลังไม่ได้โดยที่เมื่อถูกคุณจอมขวัญสัมภาษณ์ ก็ต้องสารภาพว่าเช็คยังไม่ได้เข้าบัญชี!!!

ในครั้งนี้เงินกู้ที่ทยอยเบิกจนเป็นยอด 110 ล้านบาท ตรงกันระหว่างนายธนาธรกับนางสาวพรรณิการ์แล้ว กลับรายงานหลักฐานในลักษณะที่มีการปล่อยสินเชื่อไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 161.2 ล้านบาท และในวันที่ 11 เมษายน อีก 30 ล้านบาท ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นการแสดงหลักฐานอะไร? เป็นการสร้างหลักฐานขึ้นมาหรือไม่? เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเข้า-ออกของพรรค อนค. ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้หรือไม่?

เงินที่ได้รับมานั้น มีเส้นทางการเงินอย่างไร? มาจากต่างชาติหรือไม่? ยิ่งนายธนาธรได้ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษว่า "จะรื้อคดีคุณทักษิณขึ้นใหม่" ทำให้ไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายครอบงำจากแดนไกลหรือไม่?

2.เป็นคำอธิบายเชิงวิชาการแบบ "มั่วๆ" อีกครั้ง เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการเมือง เมื่อกล่าวถึงรายได้กับรายจ่าย ก็เป็นที่ทราบกันว่า หมายถึง "เงินเข้า" และ "เงินออก" เป็นหลักการทาง "กฎหมาย" ไม่ใช่ "บัญชี" นายธนาธรก็กลับไปวางท่าเป็นเหมือนผู้เชี่ยวชาญธุรกิจ และกล่าวบิดเบือนว่า "หาก กกต.ตีความว่าเงินกู้เป็นรายได้ ก็จะทำให้หลักบัญชีของบริษัทห้างร้านในองค์กรต่างๆพังหมด ถือเป็นการผิดหลักบัญชีอย่างมหาศาล ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง" ซึ่งหากนายธนาธรเข้าใจเรื่องบัญชีจริง หากจะเทียบว่า "เงินกู้" ไม่ใช่ "รายได้" แต่หากดูใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 62 พรรคการเมืองอาจมีรายได้ประเภทต่างๆ โดยรวมถึง (1) เงินทุนประเดิมตามมาตรา 9 วรรคสองด้วย

ซึ่ง "เงินทุนประเดิม" ก็เป็นรายการใน "งบดุล" ในส่วนของผู้ถือหุ้น เช่นเดียวกับ "เงินกู้" ก็เป็นรายการใน "งบดุล" ในส่วนหนี้ ไม่ใช่งบกำไรขาดทุนอย่างที่นายธนาธรพยายามจะอธิบายเชิงวิชาการแบบ "มั่วๆ" เช่นเคย แต่จะเห็นว่า ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง ได้ระบุว่า "เงินทุนประเดิม" ก็เป็นรายได้ตาม (1) คือ แหล่ง "เงินเข้า" ของพรรคการเมือง เช่นเดียวกับ "เงินกู้" ก็เป็น "เงินเข้า" จึงเป็นรายได้ในบริบทเดียวกัน เพียงแต่ใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ไม่ได้เปิดให้มีรายได้จาก "เงินกู้" อนุญาตเพียง "เงินทุนประเดิม" และ "เงินบริจาคสนับสนุนพรรคการเมือง" ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อคนต่อปีเท่านั้น!

3.ความผิดในเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก เชื่อเลยว่าจะมีการนำไปบอกว่า ถูก "เอาผิด" อีกแล้ว นายธนาธรเขามีเงินตั้ง 5-6 พันล้านบาท จะให้กู้ หรือช่วยพรรคสัก 110-191 ล้านบาท จะเป็นอะไร ก็เป็นความตั้งใจของคนรวยที่รักชาติ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายกำหนดเช่นนี้ ก็เพราะพรรคการเมืองไม่ควรดำเนินการโดยมี "เจ้าของพรรค" เป็นหลักเท่านั้น เพราะการเมืองไม่ใช่การค้า มิเช่นนั้นเราก็อาจจะเห็นนักการเมือง นักธุรกิจรุ่นใหม่ เดินตามรุ่นก่อน ใช้อำนาจสร้างความโกรธเกลียดชิงชัง สร้างความแตกแยก ใช้เงินลงทุนเป็นดังเจ้าของพรรคการเมือง และ เมื่อได้อำนาจแล้ว ก็ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เอื้อกิจการของตนเองอีก เป็น "ธุรกิจการเมือง" ที่ทำลายเศรษฐกิจไทยมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

ปัญหาใหญ่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ธนาธรปล่อยกู้ให้พรรคอนาคตใหม่ 110 ล. หรือ 191 ล. กันแน่...แต่ปัญหาอยู่ที่เส้นทางเงินว่ามีการฟอกเงินหรือไม่? มีเงินโอนจากแหล่งที่อธิบายไม่ได้หรือไม่? มีการครอบงำจากบางคนในต่างแดนหรือไม่?.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ