คอลัมน์เกษมราษฎร์: 10 ต.ค.ลุ้นชะตากรรม 'สุรพงษ์' ออกพาสปอร์ต 'ทักษิณ'

ข่าวทั่วไป 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ.2560 ชี้มูลความผิดทางอาญาต่อ "สุรพงษ์" กรณีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย และคดีอื่นๆ ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) (4) โดยกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 10 ต.ค.นี้ เวลา 11.00 น.

          กำหนดนัดพิจารณาคดีของ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" (ศาลฎีกา อม.) ประจำเดือนตุลาคม 2562 พบหนึ่งคดีที่น่าสนใจ คือการนัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" อดีต รมว.การต่างประเทศ ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์        ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

โดยก่อนหน้านี้ ศาลฎีกา อม. ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยในฐานะรัฐมนตรี กระทำการสนับสนุนช่วยเหลือนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และหลบหนีหมายจับในคดีข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ สามารถเดินทางในต่างประเทศได้โดยสะดวก อยู่ในต่างประเทศโดยไม่ผิดกฎหมาย และรัฐบาลไทยไม่อาจขอให้รัฐบาลประเทศนั้นขับออกจากประเทศหรือส่งผู้ร้ายข้ามแดน อันเนื่องจากเหตุที่ไม่มีหนังสือเดินทางได้

ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาของศาลยุติธรรมไทยอ่อนแอและไม่มีสภาพบังคับตามลำดับ นอกจากนี้ยังส่อให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับนายทักษิณ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบและโดยทุจริต

องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนีให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ

สรุปคือ ครั้งนั้นศาลฎีกา อม. พิพากษาจำคุก "สุรพงษ์" เป็นเวลา 2 ปี ไม่รอลงอาญา อย่างไรก็ตาม เป็นการพิจารณาคดีภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ซึ่งเพิ่มสิทธิให้โจทก์-จำเลย สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกา อม. ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้อีกครั้ง ต่างจากเดิมที่ศาลฎีกา อม.พิพากษาชั้นเดียวจบ ทำให้ "สุรพงษ์" สามารถยื่นประกันตัวสู้คดีชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไปได้ในวันนั้น

คดีที่อยู่ในศาลฎีกา อม. มีระบบการพิจารณาคดีดังที่กล่าว คือ เดิมเข้าชั้นฎีกาทันที พิพากษาครั้งเดียวจบ แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันให้สิทธิโจทก์-จำเลย สามารถสู้คดีชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์เพื่อพิพากษาได้อีกครั้ง ซึ่งแตกต่างจากระบบศาลยุติธรรมทั่วไปที่แบ่งเป็นศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา เป็นเรื่องที่ต้องย้ำอยู่เสมอเพื่อความเข้าใจตรงกัน โดยที่ผ่านมามีคดีใหญ่ของศาลฎีกา อม. ที่ถึงที่สุดจากคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว อาทิ คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 7 ต.ค.2551 ที่ศาลฎีกา อม.พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด และชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง "พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว" อดีต ผบช.น. จำเลยที่ 4 ซึ่งถูกโจทก์อุทธรณ์เพียงคนเดียว กับคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี ที่ศาลฎีกา อม. พิพากษาจำคุกกลุ่มจำเลย โดยมี "บุญทรง เตริยาภิรมย์" อดีต รมว.พาณิชย์ หนึ่งในจำเลย ถูกจำคุก 42 ปี และชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มโทษจำคุกเป็น 48 ปี

วันที่ 10 ต.ค.นี้ คือการนัดอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์คดีของ "สุรพงษ์" ที่จะถึงที่สุดแล้ว ว่าจะพิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ตามศาลฎีกา อม.หรือไม่ ซึ่งหากพิพากษายืนหมายความว่าต้องเข้าเรือนจำทันที หรือจะพิพากษาแก้ไขอย่างไร และที่สำคัญคือตัว "สุรพงษ์" จะเดินทางมาศาลหรือไม่ หลังจากระยะเวลาที่ผ่านมา เจ้าตัวดูท่าทางสุขภาพร่างกายไม่สู้ดีนัก และหายหน้าไปจากแวดวงการเมืองยาวนานตั้งแต่ถูกพิพากษาครั้งแรกในคดีนี้.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ