เลขาฯ ศอ.บต.ยืนยัน 'ไฟใต้' ดับได้ด้วย 'พหุวัฒนธรรม'

ข่าวทั่วไป 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมือง ไม้ขม รายงาน

มีข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินปลายด้ามขวานที่ผู้คนให้ความสนใจ โดยเฉพาะคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือข่าวที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความจับพรรคการเมืองฝ่ายค้านและนักวิชาการชื่อดังที่เป็น กูรู ในเรื่องของ ไฟใต้ ที่มาเปิดเวทีฝ่ายค้านพบประชาชนที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ในมาตรา 116 ในข้อหาปลุกปั่นยุยงให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ฯลฯ

ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่าจะกลายเป็นประเด็นใหม่ที่อาจจะลุกลามจากการขยายความ การแสดงความคิดเห็นของผู้ที่ เห็นต่าง และ เห็นด้วย ทั้งจากพรรคฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ที่แย่งชิงการได้เปรียบเสียเปรียบ และการมุ่งเน้นในการทำลายล้างทางการเมือง

รวมทั้งความคิดเห็นจากนักวิชาการที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา และนักวิชาการที่ เห็นด้วย และ เห็นต่าง ซึ่งต้องนำเอาประเด็นดังกล่าวที่เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญมาแสดงความคิดเห็นต่อ สาธารณะ ซึ่งบางประเด็นยังเป็นความ อ่อนไหว สำหรับสังคมไทย

และแน่นอนว่า ผลกระทบจากเรื่องนี้อาจจะถูกขยายไปทั่วประเทศ แต่ที่รับผลกระทบหนักและโดยตรง ก็คือผู้คนในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เพราะประเด็นนี้คือประเด็นที่อาจจะถูกนำไปขยายผลเพื่อสร้างความแตกแยกที่มากขึ้น และที่เป็นห่วงคือบีอาร์เอ็นจะต้องนำเอาในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่องานด้าน การเมือง ของบีอาร์เอ็นและแม้แต่หน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคงอย่าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านการพัฒนา เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย นั่นคือ เมื่อมีปัญหาใหม่แทรกซ้อนขึ้น การแก้ปัญหาก็ต้องเหนื่อยขึ้น และการเดินหน้าอาจจะต้องช้าลงนั่นเอง

ต้องไม่ลืมว่า นอกจากเรื่องของการก่อการร้ายแล้ว ในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ยังมีเรื่องความไม่เข้าใจ ความหวาดระแวง ระหว่าง พุทธ-มุสลิม ที่ถูกสถานการณ์ปลุกเร้า ให้แยกพวกแยกฝ่าย เพื่อให้เป็น สังคมเชิงเดี่ยว เพื่อผลของการแบ่งแยกดินแดนจากบีอาร์เอ็น

และที่น่าเป็นห่วงคือ นอกจาก พุทธมุสลิม จะมีการแบ่งแยก หวาดระแวงมากขึ้นแล้ว พุทธ ยังมีความหวาดระแวง มี อคติ กับหน่วยงานของรัฐ ด้วยความไม่เข้าใจ ด้วยความที่หน่วยงานของรัฐมีข้อจำกัดในการ สื่อสาร เพื่อให้เข้าถึง ไทยพุทธ จนทำให้ ไทยพุทธ รู้สึกไม่พอใจหน่วยงานของรัฐ และเข้าใจว่าไทยพุทธถูกทอดทิ้ง โดยหน่วยงานของรัฐ เอาใจ มุสลิม ที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสงบ แต่ทอดทิ้ง ไทยพุทธ เพราะเห็นว่าเป็นคนกลุ่มน้อยในพื้นที่

โดยมีตัวเลขจากหน่วยงานหลายหน่วยงานที่ตรงกันว่า คนไทยพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก่อนปี 2547 มีอยู่กว่า 200,000 คน ผ่านสงครามประชาชนมา 15 ปี ณ วันนี้ เหลือ ไทยพุทธ อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเพียง 50,000 กว่าคน เท่านั้น เป็นปรากฏการณ์ของ ไทยพุทธถดถอย ทิ้งถิ่น เพราะ ไฟใต้ และแม้แต่บวรพุทธศาสนาก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง วัดร้าง สำนักสงฆ์ เพราะพระไม่กล้าอยู่ และเพราะคนไทยพุทธ ถดถอย จนพระก็ต้องย้ายจากวัด เพราะไม่สามารถปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้นั่นเอง ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานในพื้นที่ก็พยายามที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพียงแต่วิธีการที่ใช้ หรือนโยบายที่ทำ ยังไม่ส่งผลให้เกิดผลในเชิงบวกมากนัก

แต่...ถ้าติดตามดูงานด้านการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาใน มิติ ของหน่วยงานที่เป็น พลเรือน อย่างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. จะพบว่าแผนงานและโครงการในปีงบประมาณที่ผ่านมา ได้มีแผนงานและโครงการที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือ ไทยพุทธ และ พุทธศาสนา เป็นจำนวนมากเช่นกันเรื่องวัดร้าง เรื่องไม่มีพระสงฆ์ในวัด กลายเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนใจต่อคน ไทยพุทธ เป็นอย่างมาก ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด มีวัด สำนักสงฆ์ ที่พักสงฆ์ 386 แห่ง เป็นวัด 301 แห่ง เป็นสำนักสงฆ์ 63 แห่ง และที่พักสงฆ์ 22 แห่ง ณ วันนี้มีวัดร้าง 16 แห่งซึ่งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ได้มีการจัดสรรงบประมาณถึง 26 ล้านเศษ ในการทำนุบำรุงวัดเหล่านี้ รวมทั้งการให้พระสงฆ์กลับเข้ามาอยู่ในพื้นที่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจของคนไทยพุทธ และเป็นการทำนุบำรุงพุทธศาสนาสืบไป

เช่นการฟื้นฟูวัดร้าง วัดจินดาพลาราม หมู่ที่ 3 เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา และวัดนพวงศาราม จ.ปัตตานี โดยเฉพาะวัดจินดาพลารามนั้น มีการส่งเสริมให้คน ไทยพุทธ กลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่ สร้างพื้นที่ให้ปลอดภัย โดยความร่วมมือของคนในพื้นที่ ซึ่งเป็น มุสลิมซึ่งในปี 2562 ศอ.บต. ได้ร่วมมือกับพุทธสมาคม ที่เป็นการขับเคลื่อนของคนพุทธ ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักพุทธและวัฒนธรรมจังหวัดจัดกิจกรรมยกย่องพระเถระผู้ควรแก่ อัญชลี โดยการยกย่องพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบที่ควรแก่การกราบไหว้ ให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นทั้งขวัญและกำลังใจแก่พระสงฆ์ และคนไทยพุทธใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

มีกิจกรรมส่งเสริมศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่นอย่างทั่วถึง เช่น สนับสนุนงานชักพระ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ ไทยพุทธ ในพื้นที่ยึดมั่น และเป็นงานใหญ่ของจังหวัด ในการจัดสรรงบประมาณในกิจกรรมต่างๆ ทั้งงานบุญผ้าป่า กฐิน จัดงบประมาณ ดูแลผู้สูงอายุ สนับสนุนกิจกรรมของคนไทยเชื้อสายจีนซึ่งเป็นการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ ศอ.บต.ได้เข้าไปดำเนินการในชุมชนที่เป็นชุมชน ไทยพุทธถดถอย ที่ชุมชนบ้านท่าด่าน จ.ปัตตานี ในการช่วยเหลือสร้างบ้านให้จำนวน 10 หลัง และดูแลในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้าง พหุวัฒธรรม ให้เกิดขึ้นในชุมชน เพื่อที่ให้พี่น้องชาวไทยพุทธอยู่ได้ และไม่ทิ้งถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของชาวไทยพุทธที่เกิดขึ้น ที่จะต้องเร่งดำเนินการ

กิจกรรม ไทยพุทธคืนถิ่น คือการเข้าไปส่งเสริมพัฒนาศักยภาพให้กับประชาชน ผู้ที่เป็น ไทยพุทธ จำ นวน 44 ชุมชน ศอ.บต.ซึ่งเป็นกิจกรรมระยะยาวที่ต้องดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องให้เขากลับมาแล้วต้องอยู่ได้โดยปลอดภัย แค่นั้นยังไม่พอ ต้องมีอาชีพ และเป็นอาชีพที่ต้องมีความมั่นคง มีรายได้ที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. ระบุว่า ศอ.บต.ไม่ได้ดูแลเพียงพี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม และชาวไทยพุทธเท่านั้น วันนี้ ศอ.บต.ยังให้การดูแลชาว โอรังอัสรี หรือ เงาะซาไก ที่อาศัยอยู่ที่บ้านนากอ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา จำนวน 300 คน ซึ่งกลุ่มชนพื้นเมือง โอรังอัสรี คือกลุ่มคนดั้งเดิมของคาบสมุทรมลายู ที่จะต้องดูแลเขาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เข้าถึงการศึกษา เข้าถึงการรักษาพยาบาล สวัสดิการอื่นๆ เท่าเทียมกับทุกคนในประเทศ

ทางออกของ ไฟใต้ สำหรับ ศอ.บต. คือการพัฒนาคน พัฒนาอาชีพ พัฒนาการศึกษา และสร้างสังคม พหุวัฒนธรรม ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งไม่ว่าจะยากหรือต้องใช้เวลา ก็ต้องทำต่อไปให้สำเร็จ เพราะทุกคนที่ต่างศาสนา ต้องอยู่ร่วมกัน การ แบ่งแยก ของคนในพื้นที่ ไม่สามารถที่จะดับ ไฟใต้ ได้อย่างแน่นอน.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ