คอลัมน์เกษมราษฎร์: 'พาราควอต' ยื้อ หรือ เลิก

ข่าวทั่วไป 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

อันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่าง "พาราควอต" ยังมีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องถึงการยกเลิกการใช้สารพาราควอต ที่เน้นใช้กำจัดวัชพืช ซึ่งมีสารเคมีที่สามารถปนเปื้อนกับพืชผักที่มนุษย์เรากินได้ ในวงการเกษตรกรรมพาราควอตเป็นสารเคมีที่คุ้นเคยกันมานาน เพราะประสิทธิภาพในการกำจัดศัตรูพืชของพาราควอตค่อนข้างให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ทว่าในทางกลับกันก็เป็นสารเคมีอันตราย ชนิดที่จิบนิดเดียวก็ถึงตายได้เลย ดังนั้นหลายประเทศจึงแบนพาราควอตเพื่อความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อย ส่วนในไทยก็กำลังรณรงค์ให้แบนพาราควอตอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม มีการพูดถึงมาตลอดหลายปีนี้ และนำมาสู่การพิจารณายกเลิก โดยมีมติจากกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2559 ที่ให้พิจารณายกเลิกการใช้ ผลิต และนำเข้าภายใน 2 ปี แม้จะมีงานวิจัยที่รองรับว่าพาราควอตมีอันตรายจริง แต่ในขั้นตอนการพิจารณายกเลิกยังยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากหากมีการยกเลิกจริง อาจจะต้องหาสารที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียง และไม่ส่งผลอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อมมาใช้แทน

ซึ่งปัญหาการใช้สารเคมีพาราควอตยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการใช้อย่างเสรี จนถึงในปัจจุบันยังมีการใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ในภาคการเกษตร ทำให้ผู้ใช้ขาดความระวังเสี่ยงต่อชีวิตและร่างกายของผู้ใช้ทั้งจากอุบัติเหตุและจากการสัมผัสสารเคมีปนเปื้อนทั่วไป

จนทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องส่งข้อเสนอแนะให้หน่วยงานดำเนินการปรับปรุงประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อยกเลิกการใช้พาราควอตให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ซึ่งแจ้งครั้งแรกเมื่อเดือน ธ.ค.2561 และต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายยังคงอนุญาตให้ใช้สารพาราควอตได้ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะมีผลบังคับวันที่ 20 ต.ค.ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ ทางผู้ตรวจการแผ่นดินได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2562 ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการวัตถุอันตรายดำเนินการออกประกาศให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน แต่กระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่ายังไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะได้ ทำให้เรื่องดังกล่าวจึงยังไม่อาจหาข้อยุติได้ ทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

แต่ปัญหาคือ เหตุใดยังใช้สารเคมีอันตรายดังกล่าว?

โดยเฉพาะมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่ยืนยันมติที่ประชุมเมื่อเดือน พ.ค.2561 ระบุว่าไม่ยกเลิกนำเข้าและใช้สารเคมีการเกษตรอันตราย 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยอ้างว่าปัจจุบันยังไม่มีสารหรือมาตรการทดแทน โดยให้กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิจัย ลดการใช้และหามาตรการทดแทน คาดว่าอีก 2 ปีจึงจะยกเลิกได้ถาวร ซึ่งจะครบกำหนดในปีหน้า

ซึ่งถ้าถึงเวลากำหนดหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าหัวหน้านี้ถูกหน่วยงานของรัฐนั้นจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และให้ผู้ตรวจแจ้งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการโดยให้ถือรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นสำนวนในการสอบสวน

ในเรื่องวัตถุกำจัดศัตรูพืชได้มีข้อมีประเด็นมานานตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรไทยสนใจการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี แต่ใช้พืชบางชนิดที่มีคุณสมบัติกำจัดศัตรูพืชแทน อาทิ ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม สะเดา ฯลฯ ทว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับเห็นชอบตามข้อเสนอของกรมวิชาการเกษตร ประกาศให้พืชสมุนไพร 13 ชนิด ได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 1 ซึ่งจะทำให้มีการควบคุมผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรดังกล่าวที่นำไปใช้ "ป้องกันกำจัด ทำลาย ควบคุมแมลง วัชพืช โรคพืช ศัตรูพืช หรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืช" โดยผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มติดังกล่าวถูกชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้นำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และกีดกันไม่ให้ชาวบ้านใช้สมุนไพรเพื่อกำจัดวัชพืชเองได้หรือไม่ สุดท้ายรัฐบาลก็ยอมยกเลิกมติดังกล่าวของตามธรรมชาติอย่างสมุนไพร ที่ช่วยกำจัดศัตรูพืช หรือวัชพืช แต่ทำไมกลับไม่ส่งเสริม แต่ในทางกลับกันพาราควอตกลับยังสามารถใช้ตามได้ปกติอยู่

โดยในฝั่งนักวิชาการก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ในเรื่องดังกล่าวอย่าง อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า พาราควอตเป็นยาฆ่าหญ้าที่มีประสิทธิภาพดีมาก ทำให้ต้นหญ้าหรือพืชใบเขียวไหม้ตายได้ มีราคาประหยัดมาก และการสลายตัวในสิ่งแวดล้อมก็ค่อนข้างดี นอกจากนี้การตรวจพบพาราควอตตกค้างอยู่ใบพืชผัก เช่น กะเพรา คะน้า ชะอม เป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากพาราควอตเป็นสารกำจัดวัชพืชชนิดเผาไหม้ ไม่มีใครใช้ฉีดใบ เพราะจะทำให้ใบพืชเหี่ยวแห้งตาย นอกจากนี้พาราควอตดูดซึมผ่านผิวหนังมนุษย์ได้น้อย ยกเว้นกรณีมีแผล และอาจจะซึมเข้าสู่กระแสเลือดจนเกิดอันตรายได้ พาราควอตมีฤทธิ์กัดผิวหนังเนื้อเยื่อจนเกิดแผลได้ และปัญหาใหญ่คือคนนำมากินฆ่าตัวตาย

ทางฝั่งมูลนิธิชีววิถีออกมาโต้ว่า การวัดประสิทธิภาพของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชไม่ได้วัดจากการฉีดพ่นแล้ววัชพืชแห้งตายไปโดยเร็ว แต่ในทางวิชาการนั้นวัดจากปริมาณของวัชพืชที่แห้งตาย เปรียบเทียบกับช่วงเวลาการฉีดพ่นซึ่งพาราควอตอาจทำให้วัชพืชแห้งตายภายในสัปดาห์แรกมากกว่า แต่ประสิทธิภาพลดลงในสัปดาห์ถัดไป ดังนั้นประสิทธิภาพของพาราควอตจึงไม่ดีเท่าสารอื่นๆ อีกหลายชนิดเมื่อวัดจากระยะเวลาการฉีดพ่นที่ทิ้งระยะยาวนานกว่า อีกทั้งในการดูดซึมพืชก็รับสารพาราควอตเข้าไปในใบได้อยู่ โดยผ่านการดูดซึมจากราก

ส่วนพิษต่อร่างกายของพาราควอต นั้น มีพิษเฉียบพลันสูง โดยอ้างอิงคำเตือนจาก EPA สหรัฐอเมริกา ว่าแค่จิบเดียวก็ตายได้ ซึ่งพบว่ามีพิษร้ายแรงกว่าคาร์โบฟูรานถึง 43 เท่า ซึ่งไทยยกเลิกใช้ไปแล้ว ที่สำคัญผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษนี้จากการฉีดพ่นหรือโดยอุบัติเหตุ มีโอกาสเสียชีวิต 8-15 เปอร์เซ็นต์

ในปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกที่ยกเลิกการใช้พาราควอต ซึ่งรวมถึงประเทศในสหภาพยุโรป ที่ยกเลิกเมื่อปี 2007ศาลแห่งสหภาพยุโรปมีคำสั่งยกเลิกการใช้พาราควอต เนื่องจากข้อกังวลด้านสุขภาพและการประเมินความปลอดภัยในสารเคมี ในเอเชีย ห้ามใช้พาราควอตแล้วใน 9 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน คูเวต ลาว เกาหลีใต้ ศรีลังกา ซีเรีย สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ และเวียดนาม ส่วนประเทศที่จำกัดการใช้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ด้านจีนทยอยยกเลิกการใช้พาราควอตตั้งแต่ปี 2012 ด้วยเหตุผลเพื่อการปกป้องสุขภาพของประชาชน

สังคมต้องร่วมด้วยช่วยกัน จับตา ตรวจสอบ มาตรการเกี่ยวกับสารพาราควอตของกระทรวงเกษตรฯ จะจำกัดได้ถึงขนาดไหน และในปีหน้าจะมีการยกเลิกได้ถาวรจริงหรือไม่ เพราะนี้คือเรื่องความเป็นความตายของผู้คนทั้งประเทศ?.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ