คอลัมน์: กาแฟดำ: อ่านความหมายของสุนทรพจน์ วันชาติของสี จิ้นผิง ระหว่างบรรทัด

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 8 ตุลาคม 2562 00:00:58 น.

การสวนสนามอย่างเอิกเกริกอลังการของกองทัพจีน เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคมที่ผ่านมา อันเป็นวันครบรอบ ๗๐ ปีของ การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการแสดงแสนยา นุภาพทางทหารของจีนอย่างเปิดเผยและกว้างขวาง

หนังสือพิมพ์ China Daily ซึ่งเป็นกระบอกเสียงภาษาอังกฤษของปักกิ่งได้ตีพิมพ์รายละเอียดของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่นำออกมาแสดงต่อสายตาชาวโลกอย่างน่าสนใจยิ่ง

หากอ่านสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วันนั้นประกอบด้วยก็จะยิ่งเห็นภาพลักษณ์ที่จีนวันนี้ต้องการจะสำแดงต่อเวทีโลกอย่างชัดเจน

ตอนหนึ่ง สี จิ้นผิง ประกาศว่า"จะไม่มีพละกำลังใดๆ มาสั่นคลอนหรือหยุดยั้งประชาชนและประเทศจีนจากการก้าวเดินไปข้างหน้า...ประชาชนชาวจีนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ได้สร้างสรรค์ความสำเร็จที่โลกต้องตกละลึงตลอด 7 ทศวรรษแห่งความมุมานะบากบั่น"

สี จิ้นผิง ใช้คำว่า "ความสำเร็จที่โลกต้องตกตะลึง" อย่างมีนัยสำคัญ เพราะนั่นย่อมแปลว่าจีนกำลังจะสร้างความน่าตื่นตะลึงต่อไปอีกหลายด้าน

หากจะอ่านระหว่างบรรทัดให้จะแจ้งก็อาจตีความได้ว่าผู้นำจีนกำลังจะบอกชาวโลกว่า แม้แต่สหรัฐจะพยายามสกัดการ เติบใหญ่ของจีนอย่างร้อนแรงหนักหน่วงเพียงใด พญามังกรตัวนี้ก็หาได้มีความเกรงกลัวแต่อย่างใดไม่

สีย้ำ "ความเป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน" และ "ลัทธิ สังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์แบบจีน" และยืนยันว่าจะบังคับใช้ทฤษฎีพื้นฐาน, หลักเกณฑ์และนโยบายของพรรคอย่างเต็มพิกัด

สีบอกว่ากองทัพจีนควรยึดมั่นหน้าที่เป้าหมายและสถานะในการเป็นกองกำลังของประชาชน ปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง ผลประโยชน์จากการพัฒนาของจีนและสันติภาพโลก

"เราต้องยึดมั่นหลักการรวมชาติอย่างสันติและหนึ่งประเทศสองระบบ ดำรงความมั่งคั่งและความมั่นคงในฮ่องกงและมาเก๊า ส่งเสริมสายสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ ความลูกหลานชาติจีนเป็นหนึ่งเดียว เพื่อการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของมาตุ ภูมิ"

การตอกย้ำถึงฮ่องกงและไต้หวัน และ "การรวมชาติอย่าง สันติ" ในสุนทรพจน์วันชาติย่อมเป็นการบอกกล่าวกับชาวโลกว่า การประท้วงที่ฮ่องกงที่ยังยืดเยื้อถึงวันชาติจีน และยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบลงในเร็ววันนั้นเป็นวาระต้นๆ ของรัฐบาลจีนอย่าง แน่นอน

แม้จะยังยืนยันว่าจะ "รวมชาติอย่างสันติ" ในคำปราศรัยอย่างเป็นทางการ แต่หากย้อนไปอ่านคำปราศรัยของผู้นำจีนที่ผ่านมา ก็มีการยืนยันมาตลอดว่าหากจำเป็นต้องใช้กำลัง, ปักกิ่งก็ไม่ตัดทางเลือกนั้นแต่อย่างใด

สังเกตด้วยว่าแต่ก่อนปักกิ่งจะพยายามบอกกับชาวโลกว่าจีนยังเป็น "ประเทศกำลังพัฒนา" และรายได้ต่อหัวของคนจีนยังอยู่อันดับที่ต่ำหากเทียบกับชาติอื่นๆ

แต่วันนี้ถ้อยประโยคเช่นนั้นหายไป แทนที่ด้วยคำประกาศที่แสดงความมั่นใจของตนอย่างชัดเจน
สีกระตุ้นความพยายามที่เป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งศตวรรษสองประการและ "ความฝันจีน" ว่าด้วยการฟื้นฟูชาติ ด้วยการชี้ว่า
"จีนวานนี้ถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์โลกแล้ว ส่วนจีนวันนี้อยู่ในมือของชาวจีนหลายร้อยล้านคน จีนจะต้องมีอนาคตอันสดใสสว่างไสวยิ่งกว่าเดิม"

ผู้นำจีนย้ำว่าสมาชิกพรรค, กองกำลังติดอาวุธและประชาชน ทุกกลุ่มชาติพันธุ์จะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกันยิ่งขึ้น ต้องซื่อตรงต่อภารกิจแห่งการก่อตั้งประเทศ สร้างสรรค์และเดินหน้าการพัฒนาสาธารณรัฐประชาชนจีนจากความสำเร็จที่มีอยู่ด้วย

พอกล่าวสุนทรพจน์เสร็จ สี จิ้นผิง ก็ขึ้นรถลีมูซีนตรา "หงฉี" (ธงแดง) เพื่อตรวจพลสวนสนามอย่างเกรียงไกร ทุกประโยคที่สี จิ้นผิง เปล่งออกมาย่อมแสดงถึงย่างก้าวของจีนในวันข้างหน้าอย่างน่าสนใจยิ่ง

เราได้ยินคำมั่นที่จะร่วมกับชาติต่างๆ ทั่วโลกในการสร้างสันติภาพ แต่เราไม่ได้ยินการตอกย้ำว่าจีนปฏิเสธ "ลัทธิครองความเป็นเจ้า" หรือ hegemony อย่างแต่ก่อน

ศัพท์แสงทางการเมืองบางวลีที่หายไป กับถ้อยประโยคที่ปรากฏใหม่ในสุนทรพจน์วันชาติปีนี้ของสี จิ้นผิง จึงควรแก่การวิเคราะห์และประเมินทิศทางของนโยบายจีนในอนาคตอันใกล้นี้ได้พอสมควรทีเดียว.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง