คอลัมน์ไทยโพสต์: รอชมตำราดับไฟใต้ 'บิ๊กแดง' แสวงความร่วมมือหรือขัดแย้ง

ข่าวทั่วไป 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ปฏิบัติการที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยอยู่ในภาวะที่เป็นๆ หายๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับการประลองยุทธ์ในแต่ละห้วงว่าใครแก้โจทย์ของอีกฝ่ายได้ถูกจุดมากกว่ากัน แต่ความคาดหวังว่าเหตุการณ์จะสงบและยุติลง ไม่มีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์เลยนั้น คงเป็นไปได้ยาก แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ปฏิบัติการเปิดศึกกับรัฐไทยมาตลอด และไม่ได้เปลี่ยนเป้าหมายในการเรียกร้องบางอย่าง ส่วนเงื่อนไขที่มีการพูดกันทั้งเรื่องศาสนา ความเหลื่อมล้ำ ภัยแทรกซ้อน รวมไปถึงผลประโยชน์ของงบประมาณ เป็นเรื่องของปลายเหตุที่ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนเป้าหมายของผู้ก่อเหตุ

แนวร่วมที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐทั้งแนวทางการแก้ไข ผลกระทบที่ได้รับจากปมประเด็นส่วนตัว เมื่อผนวกกับความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงยิ่งเพิ่มมิติของความขัดแย้งจากระดับพื้นที่ เป็นความขัดแย้งในระดับชาติที่มีเรื่องนโยบายมาเป็นตัวตั้ง แผลเก่าจากการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายรัฐ ความผิดพลาดบกพร่องในกระบวนการทางกฎหมาย ถูกนำมาเปิดโปง ตรวจสอบ ให้สังคมย้อนกลับไปดูความไม่ถูกต้องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต มากกว่าจะมองหาแนวทางร่วมเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

เมื่อปัญหาไฟใต้กลายเป็นปัญหาการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงไม่สามารถตั้งรับเพียงอย่างเดียว เพราะสังคมเองก็ยังไม่ได้พอใจเต็มร้อยในการแก้ไขปัญหาของฝ่ายรัฐ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่ยุคกี่สมัย เนื่องจากทหารยังเป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการปัญหา ภายใต้โครงสร้างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน จะเปลี่ยนรูปแปลงร่าง ถ่ายโอนงาน หรืองบประมาณ ไปให้ศูนย์อำนวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ในยุคหนึ่งก็ตาม แต่ท้ายที่สุดบทบาททหารในการแก้ไขปัญหายังคงนำอยู่ดี แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยุติลงได้

เมื่อกลไกของการพูดคุยสันติสุขฯ ถูกนำเข้ามาเป็นองค์ประกอบ และกลายเป็นความหวังต่อสังคมว่าจะนำมาซึ่งแนวทางในการทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบสุขอย่างยั่งยืน จึงทำให้มีอีกเส้นทางหนึ่งที่จะเป็นกุญแจไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ให้หายขาดได้ แต่การพูดคุยสันติสุขฯ ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายไทยฝ่ายเดียว เนื่องจากยังมีองค์ประกอบทั้งฝ่ายผู้ก่อความรุนแรง ผู้อำนวยความสะดวกคือมาเลเซีย และฝ่ายเดียวกันเอง ซึ่งดูเหมือนว่าที่ผ่านมาการทำงานของแต่ละส่วนกลับพลิกตำราคนละเล่ม และยืนอยู่บนหลักการของตนเอง

เมื่อบทบาทนำยังเป็นกองทัพ โดยมีแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นแม่งานหลัก การทำงานต่างๆ จึงต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บัญชาการทหารบกที่จะดูนโยบายในภาพรวม การที่พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศจะเดี่ยวไมโครโฟนบรรยายเรื่องสถานการณ์ทั่วไปให้กับตัวแทนกลุ่มมวลชน สื่อมวลชน โดยมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงถูกจับตามองว่าจะมีปมประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ เพราะนับแต่มีการแจ้งความจับนักวิชาการ และฝ่ายค้าน 12 คน การเผชิญหน้าระหว่างทหารกับการเมืองก็เพิ่มอุณหภูมิความร้อนขึ้น ซึ่งอาจทำให้การพุ่งเป้าไปที่ข้อมูลและนโยบายอันเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกลดทอนลงไป

และคงหนีไม่พ้นที่การพูดของผู้บัญชาการทหารบกจะกินความไปถึงเรื่องการเมือง และถูกจับตามองว่าจะพาดพิงไปถึงกลุ่ม เครือข่ายขบวนการใด หรือจะพลิกตำราจากฝั่งไหนมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นำไปสู่การเขียนสูตรในการแก้ไขปัญหาในโลกยุคสมัยใหม่ที่เหตุปัจจัยและความคิดของคนเปลี่ยนไป ความท้าทายหลังจากที่การพูดเสร็จสิ้นคือ กระแสที่เกิดขึ้นจะทำให้คนในสังคมเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม หรือจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งทางความคิดที่มีอยู่แล้ว ยิ่งขยายวงกว้างไปอีกหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตามยิ่ง.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ