คอลัมน์เศรษฐกิจรอบตัว: ความหวังที่ซ่อนอยู่สำหรับเศรษฐกิจไทย

ข่าวเศรษฐกิจ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) วันนี้ขอขยับมาพูดในภาพกว้าง ซึ่งก็คือตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกันสักหน่อยนะครับ ผมขออ้างอิงตัวเลขเศรษฐกิจของแบงก์ชาติที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อปลายเดือน ก.ย.62 ซึ่งเริ่มจากภาคการบริโภคเอกชนงวด ส.ค.62 พบว่าเพิ่มขึ้นเพียง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือว่าชะลอตัวต่อเนื่อง และน่าจะตรงใจผู้อ่านหลายท่านที่รู้สึกว่าไม่อยากจับจ่ายใช้สอยสักเท่าไหร่ ถ้าไม่มีเงินจากโครงการ "ชิม ช้อป ใช้" มากระตุ้น นี่แทบไม่อยากซื้อของเข้าบ้าน สำหรับประเภทสินค้าที่คนซื้อน้อยลงเป็นเกือบทุกกลุ่ม มีเพียงสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นตามราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ข้าวเหนียว หรือผลไม้ ที่ถูกกระทบจากทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม

ส่วนการ ลงทุน ภาคเอกชน ทรุดตัวลงค่อนข้างหนัก พิจารณาจากการนำเข้าสินค้าเพื่อการลงทุนในกลุ่มสื่อสารและโรงไฟฟ้าที่ชะลอตัว รวมถึงการซื้อ รถยนต์และ การขออนุญาต ก่อสร้างที่อ่อนแอ สะท้อนว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของภาค เอกชน บริษัทห้างร้านต่างๆ ที่อยู่ในระดับต่ำ นั่นหมาย ความว่าการจ้างงานมีโอกาสชะลอตัวตามมา และเป็นไปได้ที่จะเห็นบางบริษัทลดต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น สถานการณ์เช่นนี้จะคงอยู่ไปจนกว่าภาครัฐจะกลับมาลงทุนเพื่อให้เอกชนลงทุนตาม หรือออกมาตรการกระตุ้นการลงทุน โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ เช่น สามารถนำเงินลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักร มาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของเงินลงทุน หรือลดภาษีนิติบุคคลเพื่อให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น แล้วนำกำไรที่เพิ่มขึ้นนั้นมาลงทุนเพื่อขยายกิจการต่อไป เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องติดตามคือ นโยบายของภาครัฐต่อบริษัทเอกชน ซึ่งเรายังไม่เห็นการกระตุ้นอย่างจริงจังมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง

มาต่อที่การส่งออก ถ้าท่านได้ตามข่าวเศรษฐกิจมาตั้งแต่ต้นปี คงได้ทราบแล้วว่ายอดส่งออกไทยในปีนี้แย่มาก โดยถูกกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และการ แข็งค่าของเงินบาทที่มากกว่าภูมิภาคเอเชีย 5%-6% แม้ภาครัฐพยายามเข้ามาดูแล แต่เพราะเป็นผลจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงทำให้การส่งออกยังไม่ฟื้นตัว และไม่น่าจะเห็นการฟื้นตลอดทั้งปีนี้

กลุ่มโดยสรุปคือ เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงชะลอตัว ซึ่งแรงกดดันมาจากทั้งปัจจัยภายใน ที่ภาครัฐยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มที่ และปัจจัยภายนอกที่ถูกกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ซึ่งแน่นอนว่าท่านต้องปรับตัวโดยการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และพยายามเก็บเงินเพื่อนำไปลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้อดีคือ เรายังมีความหวังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ผมเชื่อว่าจะเดินหน้าเต็มที่และมีเม็ดเงินสะพัดมากขึ้น จาก (1) งบประ มาณปี 2563 จะพิจารณาจากสภา วัน ที่ 17 ต.ค. 62 ถ้าสามารถผ่านวาระ 1 ได้ คาดว่ารัฐ บาลจะเร่งใช้จ่ายและลงทุนมากขึ้น (2) ฐานะการคลังในประเทศยังแข็งแกร่ง ทำ ให้รัฐบาลสามารถก่อหนี้เพื่อนำเงินมาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ได้อีกมาก (3) ธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจหากจำเป็น

(4) สงครามการค้าสหรัฐ-จีน รุนแรงจนแทบไม่เหลือสินค้าที่จะจัดเก็บภาษีกันได้อีกแล้ว ถ้าสถานการณ์เป็นไปตามวงจรธุรกิจและเศรษฐกิจที่ควรจะเกิดขึ้น แปลว่าเราอยู่ในจุดที่แย่อยู่แล้ว เมื่อผ่านช่วงถดถอยก็ควรเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว และขยับไปอยู่ในช่วงเติบโตต่อไป ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับผม.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ