คอลัมน์ท่านขุนน้อย: ฝ่ายค้านกับการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์

ข่าวทั่วไป 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่

ฮื่ออ์อ์อ์...ยังไม่ทันได้รู้เลยว่า คณะรัฐมนตรีท่านจะตัด สินใจให้เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.กันในช่วงไหน จังหวะไหน แต่ก็ยังเล่นเอาระดับแกนนำของพรรคฝ่ายค้าน อย่างพรรคเผาไทย เกิดอาการง่องๆ แง่งๆ ระหว่างกันและกันขึ้นมามั่งแล้ว โดยเฉพาะเมื่อ ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ดันตัดช่องน้อยแต่พอตัว ไม่คิดจะพึ่งพาบารมี หญิงผู้มีลูกสาวสวยที่สุดในปฐพี ซะยังงั้น!!!

โดยลักษณะอาการของพรรคฝ่ายค้าน ณ ช่วงนี้ ไปจนถึง ณ อนาคตเบื้องหน้า จึงออกจะเป็นอะไรที่น่าห่วง น่าเวทนา เอามากๆ คือโอกาสที่จะสร้างผลงานให้เข้าตากรรมการ ไล่ถลุง ไล่บด ไล่บี้ฝ่ายรัฐบาล ให้ก้นเตี้ย ให้เสียรูป เสียทรง ถึงขั้นต้องคายฟันยางออกจากปาก อะไรประมาณนั้น ดูๆ แล้ว...น่าจะลำบากยากซ์ซ์ซ์เย็นน์น์น์ ยิ่งขึ้นทุกที ไม่เพียงแต่ต้องเสียแรงกับการว่ายน้ำ การป่ายซ้าย ป่ายขวา ยังต้องลงทุนกับความเจ็บปวด ในการเดินหน้าเข้าคลุกวงใน ชนิดถึงขั้น ไม่เจ็บนอนไม่หลับ ไปแล้ว ในช่วงระหว่างนี้...

อันนี้...มันเลยคงต้องหาทางปรับตัว ปรับยุทธศาสตร์ หรือกระทั่งปรับกระบวนทัศน์กันใหม่หมด ไม่งั้น...ถ้าหากต้องชักสะพานแหงนถ่อเป็น ฝ่ายค้าน ต่อไปอีกถึง 4 ปี หรือยาวว์ว์ว์ไปถึง 8 ปี อย่างที่ โหน (โหร) เขาทำนายเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ย่อมต้องมีแต่ตาย...กับ...ตายลูกเดียวเท่านั้นเอง ไม่ก็ต้อง อดอยากปากแห้ง แบบที่ท่านอดีตนายกฯ บรรหาร ท่านเคยว่าๆ เอาไว้นั่นเอง อันมีแต่จะส่งผลให้สุขภาพร่างกายต้องทรุดโทรม เกิดอาการ โรคขาดอาหารเรื้อรัง ไปจนแม้แต่สุขภาพใจ อาจวิบๆ ไหวๆ กลายเป็น โรคซึมเศร้า เอาง่ายๆ...

คือการเล่นบทเป็น ฝ่ายค้าน ของพรรคเผาไทยนั้น...คงต้องยอมรับว่า ไม่ได้เป็นบทที่บรรดาผู้นำพรรค หัวหน้าพรรค ที่ปรึกษาพรรค ไปจนตลอดลูกพรรคแต่ละคน แต่ละราย มีความเชี่ยวชาญ ชำนัญการ มากมายซักเท่าไหร่ เพราะโดยส่วนใหญ่...มักคุ้นเคยกับการเป็น ฝ่ายรัฐบาล มาซะจนเคยชิน เคยตัว เคยสามารถโยกงบโน้น งบนี้ เข้าไปยังพื้นที่ตัวเองในแบบไหน แนวไหน ก็ย่อมได้ เคยได้รับเงินเดือน แถมด้วยเงินพิเศษ ชนิดอุ่นหนาฝาคั่ง หรือชนิด กระเป๋าตุง มาโดยตลอด ดังนั้น...เมื่อต้องหันมาเล่นบทเป็น ฝ่ายค้าน แบบจริงๆ จังๆ ต้องยอม อดอยากปากแห้ง มาเป็นปีๆ ไม่รู้จะกี่ต่อกี่ปีเข้าไปแล้ว มันเลยเล่นไม่ค่อยสมบทบาท ไม่ได้ออกไปทางมืออาชีพ หนักไปทางมือสมัครเล่นซะเป็นส่วนใหญ่...

ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าจะปรับเนื้อ ปรับตัว กันไปในแบบไหน อย่างไร โดยลักษณะอาการมันก็ยังมักออกไปทาง ว่ายน้ำ หรือออกไปทางเปะๆ ปะๆ แบบ มวยวัด อย่างมิอาจปฏิเสธได้ มีแต่ต้องหาทางปรับยุทธศาสตร์ หรือปรับกระบวนทัศน์ ประเภท พาราไดม์ ชิฟท์ กันเลยโน่นแหละ มันถึงจะเข้าที่ เข้าทาง พอประคองตัวรอดกันได้มั่ง ซึ่งแม้ว่าระดับผู้บริหารพรรค คีย์แมนของพรรค ยังไม่คิดจะปรับ แต่ระดับ ลูกพรรค จำนวนไม่น้อย ก็ดูจะเริ่มปรับ เริ่มชิฟท์ๆ กันมั่งแล้ว!!! คือปรับจากการต้องกล้ำกลืนฝืนทนกันในฐานะ ฝ่ายค้าน โดยปกติ หันมาเป็น ฝ่ายค้านอิสระ ไปตามจังหวะสถานการณ์ ในแต่ละช่วง แต่ละระยะ...

พูดง่ายๆ ก็คือ...หันมาปรับยีน ปรับดีเอ็นเอ ตามแบบฉบับกระบวนการ มิวเตชั่น หรือกระบวนการกลายพันธุ์นั่นเอง จากเดิมที่เคยเป็นมนุษย์มนาตามปกติ ก็ค่อยๆ เพิ่มเกล็ด เพิ่มหาง ค่อยๆ สลายแขน สลายขา กลายเป็น งู เลื้อยไป-เลื้อยมา ไม่ว่าในห้องน้ำรัฐสภา หรือในที่ไหนๆ ก็แล้วแต่ ส่วนจะเรียกว่างูเห่า งูเขียว งูสามเหลี่ยม หรืองูบองหลา ฯลฯ อันนั้น...คงต้องไปแยกประเภทกันเอาเอง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ออกจะเป็นอะไรที่สอดคล้อง กลมกลืน ไปกับ ธรรมชาติทางการเมือง แบบไทยๆ อยู่พอสมควร คือออกไปทาง ลัลล้าโพลิติก ที่น่าสนใจไม่แพ้ ลัลล้าอีคอนอมิก ของอาจารย์ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เขานั่นแหละ

และอันที่จริง...ถ้าหากระดับคีย์แมน คีย์วูเมน ของพรรคเผาไทย ลองหันมาให้ความสนใจกับ พาราไดม์ ชิฟท์ ในแนวนี้ขึ้นมามั่ง ก็ไม่น่าจะถึงกับติดๆ ขัดๆ อะไรมากมาย เพราะระดับ ประธานยุทธศาสตร์ ของพรรค ผู้มีลูกสาวสวยที่สุดในปฐพี ท่านก็เคย ลัลล้า อยู่กับบรรดาผู้คนในฝ่ายรัฐบาล ชนิดสอดคล้อง กลมกลืน โลมลูบและไหลลื่น มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองด้วยกันเอง หรือเป็นอดีตทหารก็ตามแต่ เหมือนอย่างที่อดีตท่านนายกฯ บรรหาร ท่านเคยอาศัยวิสัยทัศน์และปรีชาญาณ ระดับ เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ สลายความ อดอยากปากแห้ง เปลี่ยนสถานะจากฝ่ายค้าน มาเป็นฝ่ายรัฐบาล ชนิด ปลาไหลใส่สเกต ยังต้องเรียกพี่ อะไรประมาณนั้น...

คือทำไงได้ล่ะทั่น...ในเมื่อโพลิติก หรือการเมืองแบบไทยๆ มันหนักไปทาง ลัลล้าโพลิติก มาโดยตลอด จะให้เปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนวาสนาและสันดาน มันออกจะยากซ์ซ์ซ์ซะยิ่งกว่าเปลี่ยนยีน เปลี่ยนดีเอ็นเอ ไม่รู้จะกี่เท่าต่อกี่เท่า ด้วยเหตุนี้...ถ้าบรรดาพลพรรคฝ่ายค้าน เขาเกิด งัดรัฐบาลไม่ลง ขึ้นมาจริงๆ โอกาสที่เราจะได้เห็น ลัลล้าโพลิติก กันแบบชัดๆ ในอีกไม่นานข้างหน้า ก็ใช่ว่า...จะไม่มีเอาเสียเลย!!!

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Los Angeles Times Syndicate (อีกครั้ง)... An optimist thinks the glass is half full; a pessimist thinks the glass is half empty. A realist thinks that if he sticks around, he's eventually going to have to wash the glass. - ผู้ที่มองโลกในแง่ดี คิดว่าน้ำเต็มแก้วครึ่งหนึ่ง ผู้มองโลกในแง่ร้าย คิดว่าแก้วน้ำว่างครึ่งหนึ่ง ส่วนผู้ที่มองโลกตามความจริง คิดว่าหากไม่ไปไหน เอาแต่วนเวียนอยู่ใกล้ๆ ท้ายที่สุดเขาอาจต้องเป็นผู้ล้างแก้วใบนั้น...


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ