คอลัมน์ไทยโพสต์: สภาถกร่าง พ.ร.บ.งบฯ ต้องเสนอแบบสร้างสรรค์

ข่าวทั่วไป 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ในสัปดาห์หน้านี้ สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 1 ในช่วงวันที่ 17 ต.ค.นี้ ท่ามกลางความสนใจจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะแวดวงการเมือง เพราะเวทีดังกล่าว นอกจากจะเป็นเวทีซึ่ง ส.ส.ฝ่ายค้านได้ลับฝีปาก อภิปราย วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยโยงเรื่องการจัดทำกรอบงบประมาณในร่าง พ.ร.บ.งบฯ มาอภิปรายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงในเชิงการเมืองตามไปด้วย โดยมีข่าวว่าบางกระทรวง ส.ส.ฝ่ายค้านให้ความสนใจจะอภิปรายมากเป็นพิเศษ เช่น งบกระทรวงกลาโหม ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั่งควบอยู่

อนึ่ง ในส่วนของกระทรวงกลาโหมพบว่า หน่วยงานหลักที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีครั้งนี้ มีดังนี้ 1.สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 10,350 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว เป็นเงินรวม 286 ล้านบาท 2.กองทัพบก 113,677 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 2,300 ล้านบาท 3.กองทัพเรือ 47,277 ล้านบาท ได้เพิ่มขึ้น 1,793 ล้านบาท 4.กองทัพอากาศ 42,882 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 1,273 ล้านบาท 5.กองบัญชาการกองทัพไทย 17,912 ล้านบาท ได้รับการจัดสัดสรรเพิ่มขึ้น 558 ล้านบาท รวมถึงคาดได้ว่ายังมีอีกหลายกระทรวงที่ ส.ส.ฝ่ายค้านลับมีดรออภิปรายเชือดเฉือน ให้ข้อสังเกต และวิพากษ์วิจารณ์ เช่น กระทรวงการคลัง ที่ ส.ส.ฝ่ายค้านจะอภิปรายเชื่อมโยงกับเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยตรง โดยข่าวว่ามี ส.ส.ฝ่ายค้านสนใจอภิปรายงบกระทรวงการคลังโดยเชื่อมโยงไปถึงโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือโครงการชิม ช้อป ใช้ เป็นต้น ขณะที่งบหลายกระทรวงก็ถูกจับจ้องมากเป็นพิเศษ และมีข่าวว่ามี ส.ส.ฝ่ายค้านทำการบ้านจะขออภิปรายกันมาก เช่น งบกระทรวงศึกษาธิการ งบกระทรวงคมนาคม เป็นต้น

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณดังกล่าว รัฐบาลตั้งกรอบวงเงินไว้ที่ 3,200,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18 ของจีดีพี เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 200,000 ล้านบาท ส่วนประมาณการรายได้ปี 2563 อยู่ที่ 2.731 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.81 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.1% เป็นงบประมาณขาดดุล 4.69 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% นอกจากนี้ ยังตั้งเป็นงบขาดดุล 469,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.6 ของจีดีพี งบรายจ่ายประจำ 2,392,314.4 ล้านบาท เป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง 62,709.5 ล้านบาท งบลงทุนอีก 655,805.7 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเป็นงบสำหรับชำระคืนต้นเงินกู้อีก 89,170.4 ล้านบาท อนึ่ง หน่วยงานของรัฐที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มมากที่สุด 5 อันดับแรก เรียงตามลำดับมีดังนี้ 1.กระทรวงมหาดไทย ปรับเพิ่มขึ้น 25,264 ล้านบาท จาก 327,742 ล้านบาท 2.กระทรวงแรงงาน ปรับเพิ่มขึ้น 8,284 ล้านบาท จากเดิม 52,954 ล้านบาท 3.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ปรับเพิ่มขึ้น 7,936 ล้านบาท จากเดิม 13,341 ล้านบาท 4.กระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มขึ้น 6,728 ล้านบาท จากเดิม 242,948 ล้านบาท และ 5.กระทรวงกลาโหม ปรับเพิ่มขึ้น 6,226 ล้านบาท จากเดิม 227,126 ล้านบาท

สำหรับการเตรียมการของพรรคร่วมรัฐบาลในการรับมือกับฝ่ายค้าน พรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐก็มีการติวเข้ม ส.ส.ของพรรคไปหนึ่งรอบแล้ว และจะมีอีกครั้งในสัปดาห์หน้า โดยในการหารือนัดแรกเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ทุกอย่างจะเรียบร้อย ไม่มีอะไรต้องกังวลใจ พรรคไม่ต้องเตรียมตัวในประเด็นใดเป็นพิเศษ นอกจากให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และนำไปสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ตามขั้นตอน ทั้งนี้ พรรคจะทำความเข้าใจกับสมาชิกถึงรายละเอียดของการจัดสรรงบ แหล่งที่มาของงบประมาณรายจ่ายต่างๆ อย่างครอบคลุม รวมถึงวางตัวบุคคลที่จะอภิปราย คาดว่าจะกำหนดเบื้องต้น 20 คน

ขณะที่แกนนำรัฐบาลด้านกฎหมายอย่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ถ้าหากร่าง พ.ร.บ.งบฯ ไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา หลักของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภามีอยู่แล้วว่า อะไรก็ตามที่สภา เสียงข้างมากไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐบาลนั้นไม่พึงจะอยู่ต่อไป ซึ่งการไม่ไว้วางใจนั้นแสดงออกได้ 2 อย่าง คือ 1.ไม่ไว้วางใจ โดยเปิดเผย ตรงนี้ทำโดยการลงมติไม่ไว้วางใจ 2.ไม่ไว้วางใจ โดยปริยาย จะแสดงออกจากการที่รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายสำคัญเข้าสภา แล้วสภาลงมติให้ไม่ผ่าน ซึ่งแปลว่าสภาไม่ยอมให้เครื่องมือรัฐบาลไปทำงาน รัฐบาลก็ไม่ควรอยู่ แต่วิธีที่จะไม่อยู่นั้น ทำได้ 2 อย่าง คือ 1.ทำโดยรัฐบาลลาออก หรือ 2.ทำโดยออกด้วยกันทั้งคู่ เพราะการที่สภาไม่เห็นชอบนั้น ไม่รู้ ว่าประชาชนคิดอย่างไร จึงยุบสภาแล้วไปเลือกตั้งเพื่อให้ประ ชาชนตัดสินใจ

นายวิษณุขมวดปมไว้ว่า ดังนั้น ทางออกทำได้ 2 อย่าง ซึ่งเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลก และเราปฏิบัติอย่างนี้ตลอดมา ในอดีตเคยมีรัฐบาลที่ลาออกเพราะสภาลงมติไม่ผ่าน กฎหมาย แต่ก็มีรัฐบาลที่ไม่ลาออกแม้สภาลงมติไม่ผ่านกฎหมายเช่นกัน เพราะถือว่าไม่ใช่กฎหมายสำคัญ แต่กฎหมายงบประ มาณถือเป็นกฎหมายสำคัญ

สำหรับการอภิปรายของ ส.ส.รัฐบาลด้วยกันเอง ก็เชื่อได้ว่าการอภิปรายของ ส.ส.รัฐบาล จะไม่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์อะไรมาก เพราะหาก ส.ส.รัฐบาลไปอภิปรายท้วงติง ตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อสงสัย การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีดังกล่าวก็คงจะเป็นเรื่องที่แปลก ที่ ส.ส.รัฐบาลจะไม่ค่อยทำกัน

ขณะที่การอภิปรายของฝ่ายค้าน หากอภิปรายอย่างมีเหตุมีผล ให้ข้อเสนอแนะที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม นอก จากจะเป็นการอภิปรายแบบสร้างสรรค์แล้ว ก็ยังจะเป็นข้อมูลให้ฝ่ายรัฐบาล หน่วยงานรัฐ และกรรมาธิการงบประมาณของสภา ได้นำไปพิจารณาดำเนินการตามข้อท้วงติงของฝ่ายค้านได้ด้วย.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ