คอลัมน์กาแฟดำ: สำหรับปักกิ่ง, ทุกอย่างโยงถึงกันหมด

ข่าวทั่วไป 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมื่อวานผมเขียนถึงการพบปะระหว่าง โจชัว หว่อง กับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ฮ่องกงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นงานสัมมนาในหัวข้อ Open Future Forum ที่จัดโดย The Economist ซึ่งเชิญคนจากหลายประเทศมาร่วมแสดงความเห็นเรื่องอนาคตของสังคมโลก ตามข่าว ธนาธรพูดตอนหนึ่งว่า การตั้งพรรคอนาคตใหม่ได้รับแรงบันดาลใจจากการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง หว่องก็ชื่นชมพรรคอนาคตใหม่ที่มีแนวทางทางประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ ผมไม่แน่ใจว่าธนาธรกับหว่องได้คุยกันในรายละเอียดของจุดยืนแต่ละคนอย่างไรในเรื่องการเมืองของแต่ละประเทศหรือไม่อย่างไร แต่ผมสนใจว่าคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือนักเคลื่อนไหวมีจุดยืนและแนวทางเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลกที่มี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับสี จิ้นผิง ของจีน เป็นตัวละครที่ยืนอยู่คนละข้างอย่างไร

หากเป็นแต่ก่อน อเมริกาและยุโรปก็ต้องกระโดดออกมาปกป้องการเรียกร้องเสรีภาพและสิทธิการเลือกตั้งอย่างเสรีของกลุ่มประท้วงที่ฮ่องกง

และหากเป็นในอดีต จีนก็จะเป็นฝ่ายตั้งรับหากมีสถานการณ์ที่ขัดแย้งกันในหลักคิดว่าด้วยประชาธิปไตย-เผด็จการ

แต่วันนี้ อเมริกาภายใต้ทรัมป์ไม่ใช่เป็น "เสาหลักแห่งประชาธิปไตย" อีกต่อไป

ตรงกันข้าม มีข่าวออกมาว่าทรัมป์ได้บอกกับ สี จิ้นผิง ด้วยซ้ำว่าเขาจะไม่แตะเรื่องฮ่องกง หากจีนหาทางตกลงสงบสงครามการค้าตามเงื่อนไขของวอชิงตัน

นั่นคือนโยบาย America First แบบทรัมป์ที่ยึดเอาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่เหนืออุดมการณ์ทางการเมือง

และจีนวันนี้ก็ไม่ใช่จีนวันก่อนที่ตอบโต้ด้วยวาทกรรมอย่างเดียว ไม่มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเหมือนวันนี้

แม้แต่ยุโรปก็ยังแผ่วลงไปมากในประเด็นเรื่องฮ่องกงกับจีน เพราะยุโรปวันนี้ต้องการเงินลงทุนจากจีนมากกว่าแต่ก่อนมาก ประเด็นเรื่อง "ประชาธิปไตยและเสรีภาพ" ที่เคยเป็น "ปราการ" แห่งนโยบายต่างประเทศของยุโรปก็เบาบางลงไปมาก

แม้ว่าหว่องและพวกจะเดินสายหาแรงสนับสนุนทั้งจากไต้หวัน, ยุโรปและอเมริกา แต่ก็ยังต้องหนักใจว่าแรงหนุนจริงๆ จากโลกตะวันตกจะเหนียวแน่นและยั่งยืนเพียงใด

ขณะที่จีนใช้อาวุธทางด้านเศรษฐกิจในการหนุนเนื่องการ เมืองของตนเองอย่างเห็นได้ชัด เช่นกรณีล่าสุดเป็นตัวอย่างชัดเจน

ผู้จัดการของ Houston Rockets ทีมบาสเกตบอลเอ็นบีเอชื่อ Daryl Morey เขียนข้อความขึ้นทวิตเตอร์สนับสนุนการเรียกร้องเสรีภาพในฮ่องกง

ทันใดนั้นก็มีปฏิกิริยาตอบโต้จากจีน สมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติของจีนที่มี "หยาวหมิง" เป็นประธาน ประกาศตัดความสัมพันธ์กับ Rockets ทันที

ไม่เพียงเท่านั้น สปอนเซอร์ใหญ่ของจีนสองเจ้าก็สั่งระงับสัญญาการสนับสนุนทันที

นั่นคือ Li-Ning ซึ่งเป็นแบรนด์ชุดกีฬาดังและศูนย์บัตรเครดิตของธนาคาร Shanghai Pudong Development Bank

ต้องไม่ลืมว่าหยาวหมิงเคยมาเล่นให้กับทีมมะกันนี้จนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก

วันนี้หยาวหมิงยืนอยู่คนละข้างกับทีม Rockets ด้วยเหตุผลทางการเมืองอย่างชัดเจน

แม้ว่าผู้จัดการที่แสดงความเห็นสนับสนุนผู้ประท้วงฮ่องกงจะออกมาขอโทษและลบข้อความนี้ออกไป แต่ก็หาได้ทำให้ฝ่ายจีนหายโกรธไม่

อำนาจต่อรองของจีนคือ๑.แฟนติดตามทีม Rockets ในจีนมีจำนวนสูงมาก อันเป็นที่มาของรายได้และสปอนเซอร์

๒.ตลาดของจีนใหญ่มาก ทีมบาสเกตบอลอเมริกันต้องอาศัยตลาดจีนเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง

หนังสือพิมพ์ China Daily สะท้อนจุดยืนของรัฐบาลจีนได้อย่างดีเมื่อเขียนบทความเห็นว่า

"กรณี Houston Rockets ควรจะเป็นบทเรียนสอนบริษัทอื่นๆ ว่าตลาดอันใหญ่โตของจีนนั้นเปิดให้กับคนทั้งโลก แต่คนที่ท้าทายผลประโยชน์หลักของจีนและทำร้ายความรู้สึกของคนจีนย่อมไม่สามารถจะทำกำไรจากตลาดของเราได้"

ก่อนหน้านี้ก็มีกรณีสายการบิน Cathay Pacific ที่ถูกจีนกดดันจนต้องปลดซีอีโอที่เคยประกาศว่าพนักงานมีสิทธิ์จะแสดงจุดยืนทางการเมืองของตนได้อย่างเสรีในประเด็นเรื่องการประท้วงที่ฮ่องกง

ทันใดนั้นจีนก็สั่งห้ามพนักงานที่มีความเห็นสนับสนุนฝ่ายประท้วงไม่ให้เข้าจีน และตัดลดเที่ยวบินเข้าแผ่นดินใหญ่จนกว่าฝ่ายบริหารจะยอมตามคำสั่งของปักกิ่งโดยสิ้นเชิง

สะท้อนว่าทางการจีนโยงทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่มีการแยกเศรษฐกิจจากการเมือง และไม่มีการแสดงความเข้าใจของ "ความเห็นต่าง" แต่อย่างใด

ผมจึงสนใจเป็นพิเศษว่าหว่องกับธนาธรคุยเรื่องนี้ว่าอย่างไร?.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ