คอลัมน์รายงานพิเศษ: ย้อนวิวาทะท้าทาย 'สุรพงษ์' คดีคืนพาสปอร์ต 'แม้ว' มิชอบ

ข่าวทั่วไป 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

"...ระหว่างพิจารณาคดีได้ส่งผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจ มีความเครียด ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือด รวมทั้งมะเร็ง ซึ่งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและท้อง ขณะเดียวกันจำเลยก็มีอายุมากแล้ว องค์คณะฯ จึงเห็นควรให้โอกาส มีมติเสียงข้างมาก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยโทษจำคุกนั้นรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้มีโทษปรับในความผิดนี้ด้วยเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท..." คำพิพากษาตอนหนึ่งขององค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ พร้อมกับระบุว่า จากเดิมตั้งใจจะคืนพาสปอร์ตให้กับ "ทักษิณ" ช่วงปีใหม่ 2555 แต่จะทำให้เร็วขึ้น หลังจากมี นพ.ตุลย์มาข่มขู่จะเอาผิดตนเอง

ซึ่งอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อายุ 66 ปี อดีต รมว.การต่างประเทศ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1

สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2554 นาย สุรพงษ์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็น รมว.การต่างประเทศ ได้ลงนามในการพิจารณาออกพาสปอร์ตให้นายทักษิณ ทั้งที่ขณะนั้นนายทักษิณยังเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับในคดีร่วม นปช.ก่อการร้าย และคดีอาญาอื่นๆ รวมทั้งคดีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว

นายสุรพงษ์ หรือ "เสี่ยปึ้ง" แม้จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน และเพิ่งมาอยู่กับ "ทักษิณ" หลังรัฐประหารเมื่อปี 2549 แต่ถือเป็นคนสนิทที่นายใหญ่แห่งพรรคเพื่อไทยไว้วางใจมาก ในฐานะคนบ้านเดียวกัน

แม้ทักษะทางภาษาอังกฤษและทักษะทางการทูตจะไม่ใช่งานที่ "เสี่ยปึ้ง" ถนัด แต่ "ทักษิณ" กลับเลือกให้เขามาดำรงตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศ ในรัฐบาลที่มีน้องสาวในไส้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นเก้าอี้สำคัญในยุคนั้น

เพราะย้อนกลับไปในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีนายกษิต ภิรมย์ เป็นเจ้ากระทรวงบัวแก้ว ภารกิจหลักๆ คือ การติดตามตัว "ทักษิณ" กลับมาดำเนินคดีในประเทศ ตลอดจนใช้ทุกช่องทางไม่ให้อดีตนายกรัฐมนตรีใช้ชีวิตอย่างสะดวกในต่างประเทศ 1 ในนั้นคือ การยกเลิกพาสปอร์ตทุกเล่มที่ "ทักษิณ" มี

มาถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ "เสี่ยปึ้ง" ถูกส่งมาเพื่อภารกิจ "คืนความสะดวก" ให้แก่ "ทักษิณ" เขาพูดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศใหม่ๆ ว่า สิ่งแรกๆ ที่จะทำนั่นคือการคืนพาสปอร์ตให้อดีตนายกรัฐมนตรีที่ต้องคดีทุจริตรายนี้

มีอยู่ครั้งหนึ่งในเดือนธันวาคมปี 2554 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม ประกาศว่าจะยื่นเรื่องถอดถอนนายสุรพงษ์ หากมีการคืนพาสปอร์ตให้กับ "ทักษิณ" จริง แต่ "เสี่ยปึ้ง" กลับไม่ได้ยี่หระ ซ้ำยังท้าทาย

"ขอให้หมอตุลย์ระบุข้อหาถอดถอนให้ถูกต้อง หากบอกข้อหาผิดระวังจะถูกถอนกลับ จากนายแพทย์มาเป็นนายธรรมดา และอยากท้าให้หมอตุลย์ลงสมัคร ส.ส. ในจังหวัดที่เห็นว่ามีฐานเสียง แล้วค่อยมาว่ากันด้วยข้อเท็จจริงในสภา ผมกลัวว่าจะไม่มีประชาชนเลือก และคอยดูว่าประชาชนที่ไหนจะเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่"

"ไม่ต้องรอถึงปีใหม่แล้ว เพราะสามารถคืนพาสปอร์ตได้เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยจะมอบให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาส เพื่อที่จะคืนสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทย ตามรัฐธรรมนูญ ที่จะช่วยให้ท่านทักษิณสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระในต่างประเทศ โดยถือพาสปอร์ตไทย"

ขณะเดียวกัน "สุรพงษ์" ยังเคยท้าทายพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงนั้น ที่จะดำเนินคดีกับตนเอง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จากการคืนพาสปอร์ต และไม่ติดตามอดีตนายกฯ มาลงโทษแบบแสบๆ คันๆ

"หน้าที่ในการติดตามไล่จับอดีตนายกฯ เป็นหน้าที่ของตำรวจ ผมจะไปรู้ได้อย่างไรว่าท่านอยู่ที่ประเทศไหน ถ้าว่าผมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นายกษิตยิ่งละเว้นมากกว่าผมอีก นายกษิตและนายอภิสิทธิ์อยู่ในตำแหน่ง 2 ปีกว่า แต่ปล่อยให้อดีตนายกฯ ไปอยู่ประเทศนั้นประเทศนี้อยู่ได้อย่างไร ทั้งที่ตามล่าท่านอยู่ 2 ปี แต่ตามจับไม่ได้ ก็ต้องถือว่าละเว้นหรือไม่ เสียเวลาทำการทำงาน เอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นดีกว่า"
          ความไม่เกรงกลัวในการคืนพาสปอร์ตให้แก่ผู้ต้องหนีคดี ยังปรากฏอยู่เป็นระยะจากคำให้สัมภาษณ์ และคำชี้แจงของ    "สุรพงษ์" ที่ถือเป็นนักการเมืองฝีปากกล้าคนหนึ่งในตอนนั้น

อย่างในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 พรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านในขณะนั้น ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ "ยิ่งลักษณ์" กรณีคืนพาสปอร์ตให้ "ทักษิณ" ซึ่งคนชี้แจงส่วนใหญ่คือ "สุรพงษ์" สร้างความไม่พอใจให้กับพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องการให้ "ยิ่งลักษณ์" ชี้แจงเอง จนปะทะคารมกับฝ่ายรัฐบาลหลายครั้ง

กระทั่งช่วงหนึ่ง "สุรพงษ์" นอตหลุด ถึงขึ้นประชดประชันออกไปว่า "จะคืนเล่มแดงให้เลย" โดยความหมายคือ พาสปอร์ตเล่มแดง ซึ่งเป็นหนังสือเดินทางทูตที่กระทรวงการต่างประเทศจะออกให้เฉพาะบุคคลในระดับสูง เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการ

และแม้จะร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้ว แต่ "เสี่ยปึ้ง" ก็ไม่ได้หวั่นเกรงใดๆ หรือแม้แต่ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปแล้วก็ตาม

โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 "สุรพงษ์" เคยออกมาให้สัมภาษณ์ ภายหลังกระทรวงการกระทรวงต่างประเทศมีคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางของ "ทักษิณ" จำนวน 2 เล่ม ที่ตัวเองเคยคืนให้เมื่อตอนเป็น รมว.การต่างประเทศว่า การคืนหรือยกเลิกเป็นอำนาจของ รมว.การต่างประเทศที่เห็นว่าทำได้

"ถ้าผมกลับมาเป็นรัฐบาลอีก ผมก็จะคืนหนังสือเดินทางให้ท่านทักษิณเหมือนเดิม เพราะมองว่าท่านทักษิณไม่ได้ทำความเสียหายอะไร การออกมาแสดงความคิดเห็นก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร อยู่ที่ประชาชนที่ได้รับฟังจะเชื่ออย่างไร ซึ่งการแสดงความเห็นถือเป็นสิทธิ์ที่จะปิดกั้นไม่ได้ เมื่อท่านเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำมาตลอด ก็ควรจะมีสิทธิ์ที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง"

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 แก่นายสุรพงษ์ในคดีดังกล่าว นอกจากนี้ ยังส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการถอดถอน ซึ่งที่ประชุม สนช.ได้ลงมติถอดถอนท่วมท้น 231 เสียง ในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน

ขณะที่คดีอาญา อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องนายสุรพงษ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อเดือนมีนาคม 2560 และศาลฎีกาฯ มีพิพากษาเสียงข้างมากให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา เพราะเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 ก่อนที่นายสุรพงษ์จะมีการยื่นอุทธรณ์ในเวลามาต่อ

แม้การอุทธรณ์จะสำเร็จ เปลี่ยนจากจำคุกโดยไม่รอลงอาญา มาเป็น "รอการลงโทษไว้ก่อน" เพราะเรื่องปัญหาสุขภาพ แต่ในเส้นทางการเมืองของ "สุรพงษ์" นั้นถือว่าจบลงแล้ว

และต่อไปคงไม่มีใครกล้าที่จะคิด หรือดำเนินการเพื่อจะคืนพาสปอร์ตให้กับ "ทักษิณ" อีกแล้ว รวมถึงการดำเนินการใดๆ โดยอำนาจของรัฐเพื่อไปช่วยอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งมีคดีติดตัว เพราะมี "สุรพงษ์" เป็นบรรทัดฐานแล้ว.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ