คอลัมน์เกษมราษฎร์: จับตา คกก.วัตถุอันตราย 'ปิดฉาก'หรือ'ปล่อยผี'3สารเคมีอันตราย

ข่าวทั่วไป 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

กระแสสังคมที่ต้องการให้ยกเลิกสารเคมีเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต แรงเกินฝ่ายใดจะต้านทาน เพราะขณะนี้คนส่วนใหญ่และหลายภาคส่วนตระหนักดีและทราบถึงพิษภัยของ 3 สารนี้ว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพในผู้ใหญ่และเด็กอย่างไรบ้าง องคาพยพทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมัยรัฐบาลก่อนเก่ายื้อเรื่องนี้มาโดยตลอดและอ้างว่ายังต้องหาสารทดแทน กระทั่งมาถึงกระทรวงเกษตรฯ ยุคนี้ มี "มนัญญา ไทยเศรษฐ์" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ออกมาเป็นโต้โผรณรงค์จนเกิดผลเป็นรูปธรรม จะเหลือก็เพียงแต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีอำนาจเต็มชี้ขาดว่าจะยกเลิกหรือไม่

ถ้าไล่ลำดับเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ประชุมและมีมติโยนเรื่องให้กระทรวงเกษตรฯ ไปสร้างความเข้าใจกับ 4 ภาคส่วน คือ รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ถึงปัญหา วิธีการ และผลกระทบของสารเคมีดังกล่าว รวมถึงการหาสารหรือวิธีทดแทน

ต่อมาวันที่ 7 ต.ค. "มนัญญา" ในฐานะประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภคต่อการยกเลิกสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 สาร แจ้งว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้แบน 3 สารชนิด

อีกทั้งจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาให้สารทั้ง 3 ชนิด ขึ้นบัญชีเป็นสารเคมีประเภทที่ 4 ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. ทั้งนี้จะนำมติเสนอต่อนายกรัฐมนตรี

โดยล่าสุด เธอได้เซ็นลงนามในมติแบน 3 สารดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการเปิดเผยของลูกชายภายหลังออกจากโรงพยาบาล

จากนี้คงเหลือในขั้นตอนของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจะมีกำหนดการประชุมวันที่ 27 ต.ค. ซึ่งต้องจับตาให้ดีว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติออกมาในรูปแบบใด

รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ที่ปรึกษาหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการวัตถุอันตราย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้ข้อสังเกตในเรื่องนี้ว่า หากมีการประชุมเกิดขึ้นในวันที่ 27 ต.ค. คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะเป็นชุดใหม่ ซึ่งมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกรรมการฯ จึงไม่ทราบว่าจะมีมติยกเลิกหรือไม่ อย่างไร เพราะสัดส่วนของกรรมการเปลี่ยนแปลงจากของเดิม

อ.จิราพรกล่าวถึงเหตุผลต้องยกเลิก 3 สารว่า เมื่อสุขภาพของประชาชนมีปัญหาแล้ว ไม่ควรมีเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นปัจจัยในการพิจารณาว่าจะยกเลิก ไม่ยกเลิก เพราะหลายประเทศยกเลิกแล้ว เนื่องจากมีผลเสียต่อสุขภาพที่ชัดเจน ที่สำคัญภาครัฐไม่สามารถจัดการความเสี่ยงทั้งในแง่ผู้บริโภคและเกษตรกรได้ เพราะประจักษ์ว่าสารเคมีเหล่านี้ปนเปื้อนไปหมดในทุกที่ อาหาร ผัก ผลไม้ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่าสาร 3 ตัวนี้จะคงอยู่ต่อไว้ทำไม และไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอเวลาอีกแล้ว

"ก่อนหน้านี้ที่ไม่มี 3 สารเคมีก็สามารถเพาะปลูกได้ ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ยกเว้นแต่จะบอกว่าหากไม่มี 3 สารนี้จะเพาะปลูกไม่ได้ นอกจากนี้ หลายประเทศก็ไม่ได้ใช้สารนี้ แต่ก็มีผลิตผลออกมาดีมีคุณภาพและส่งออกได้เหมือนกัน"

รองประธาน กมธ.วิสามัญฯ ขยายต่อว่า สารทางการเกษตรทุกตัวมีอันตราย แต่การนำมาใช้ก็ต้องชั่งน้ำหนักประเมิน เพราะสารทุกประเภทมีทั้งผลดีและผลเสีย แต่ต้องดูว่าจะคุ้มหรือไม่ที่จะใช้ ซึ่งฝ่ายนโยบายต้องเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่เป็นเรื่องของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะถ้าปล่อยแบบนั้นการตัดสินใจจะไม่อยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการที่แท้จริง ดังนั้น จึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ต้องพิจารณา รวมทั้งสารเคมีตัวอื่นๆ คณะกรรมการฯ ก็ต้องทบทวนด้วยเช่นกัน ยาใช้ไปสักพักหนึ่งต้องทบทวนติดตาม แต่บ้านเรากระบวนนี้ยังอ่อนมาก ต้องให้มีเหตุหรือประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสียก่อนจึงจะกลายเป็นประเด็นทางสังคม ซึ่งไม่น่าจะเป็นกลไกปกติ

"อ.จิราพร" เสนอว่า อยากให้มีการปรับปรุงเชิงโครงสร้าง การที่สารเคมีทั้งหมดอยู่ภายใต้คณะกรรมการวัตถุอันตราย โดย พ.ร.บ.วัตถุอันตรายเป็นจุดอ่อนมากในการดูแล ดังนั้นยังอยากเห็นว่าการดูแลวัตถุอันตรายแยกออกมาเฉพาะ มีกฎหมายเป็นของตัวเองในการดูแลวัตถุอันตรายทางการเกษตรทั้งกระบวนการ เพราะลำพังแค่คณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในทุกเรื่อง

อย่างไรก็ตาม หากมีกฎหมายแยกออกมาเพื่อดูแลทั้งระบบจะทำให้เกิดความปลอดภัย และเกิดผลดีต่อผลผลิตทางการเกษตรของประเทศเรา เพราะบ้านเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า นโยบายประเทศส่วนใหญ่กำหนดให้มุ่งสู่เกษตรอินทรีย์ แต่ความจริงไม่เห็นทิศทางหรือนโยบายในการดูแลเรื่องสารเคมีจะจัดการอย่างไร

เมื่อถามถึงการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย หากไม่ทำตามมติของกระทรวงเกษตรฯ จะมีผลอย่างไร "อ.จิราพร" เห็นว่า น่าที่จะต้องมี เพราะคณะกรรมการวัตถุอันตรายบอกเองว่าให้กระทรวงเกษตรฯ ไปทำตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีที่ให้ไปทำความเข้าใจกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย ซึ่งกระทรวงก็ได้ทำแล้ว และมีมติให้ยกเลิกการใช้ 3 สาร แต่ถ้าคณะกรรมการวัตถุอันตรายบอกว่าไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวจะกลายเป็นตลกทันที

การรณรงค์เที่ยวนี้ กระแสสังคมตอบรับมาก ฝ่ายนโยบาย นักการเมืองขานรับกันหมด ถ้าหากทำไม่สำเร็จ ประเทศก็ลำบากและหมดหวังว่าจะยกเลิกสารพิษดังกล่าวได้อีกต่อไป อีกทั้งปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดจากการใช้สารเคมีที่มีอยู่แล้วนั้นจะยิ่งทวีคูณขึ้น จะต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดินในการรักษาทั้งที่สามารถป้องกันได้เสียตั้งแต่ตอนนี้ ที่สำคัญกว่านั้น ข้อมูลทางวิชาการพิสูจน์แล้วว่าสารคลอร์ไพริฟอสทำให้สมองและการเรียนรู้ของเด็กเกิดปัญหา ขณะเดียวกัน พืชผัก-ผลไม้ก็ไม่ต้องบริโภคกันอีก เพราะสุ่มเสี่ยงโรคมะเร็ง

เหนือสิ่งอื่นใดถ้ามีมติไม่ยกเลิก แปลว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายยอมรับว่าสารเหล่านี้ปลอดภัยใช่หรือไม่?.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ