คอลัมน์โลกใบใหม่: ระบบนิเวศการศึกษาใหม่ ที่ตอบโจทย์การถูกอนาคตไล่ล่า!

ข่าวทั่วไป 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

อภิชาต ทองอยู่ tapichart@hotmail.com โลกวันนี้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้ขีดจำกัดในเกือบทุกมิติ จากการปรับสร้างพื้นฐานความคิดยุคใหม่ ความก้าวหน้าใหม่ การสร้างการงานใหม่ และคุณภาพชีวิตยุคใหม่ ฯลฯ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่าระบบการศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอย่างถอนรากถอนโคน เพราะแบบเก่าๆ ไม่อาจสร้างความงอกเงยก้าวหน้าได้ต่อไป มันเพียงดำรงอยู่ในฐานะของความสูญเปล่า-ความล้มเหลว ซ้ำเติมความป่วยไข้ให้สังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับความล้าหลัง-ลวงโลก-ลวงตัวเองยิ่ง!

โลกของการศึกษาไทยปรับตัวไม่ทัน ไม่เข้าใจ-ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง! ส่งผลให้เน่านิ่งอยู่กับที่ ในความล้มเหลว-สูญเปล่าในโลกแบบเดิมๆ เราจึงเผชิญกับสภาพบัณฑิตตกงานสั่งสมไว้เกือบ 5 แสนคน! และกว่าครึ่งที่ต้องทำงาน-ไม่ตรงกับสาขาที่เรียน รวมทั้งผู้สำเร็จการศึกษาที่ทำงานตรงสาขา ได้ค่าแรงต่ำขาดความก้าวหน้าจริงจัง! ขณะที่สถาบันการศึกษามีแนวโน้มจะปิดตัวเอง-ไม่ก็ผลิตคนออกสู่สังคมขาดคุณภาพจากการปรับตัวไม่ทันโลก! ภาพรวมนี้จำเป็นยิ่ง ที่การศึกษาจะต้องปรับจาก "ระบบการจัดการศึกษาแบบอุปสงค์" สู่ "อุปทาน" (จาก Supply สู่ Demand) นี่คือหลักสำคัญที่จะเชื่อมการศึกษากลับสู่โลกที่เป็นจริงได้!

การสร้างการศึกษาแบบอุปสงค์ หรือ "การศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการ" ต้องปรับสร้างความคิดพื้นฐานและกระบวนการใหม่หลายประการ เริ่มที่วิธีคิดมุมมองการศึกษาใหม่ ที่ต้องตระหนักถึงความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเป็น "การศึกษาที่มุ่งสร้างประโยชน์และความก้าวหน้าใหม่" ขจัดการตกงานสู่การมีงานทำ เปลี่ยนมุมมองจากการทำมาหากินกับการศึกษาวุฒิทางการศึกษา สู่การสร้างทุนมนุษย์ศตวรรษที่ 21 ที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าของวันนี้สู่อนาคต ไม่ใช่ทุนมนุษย์ยุคที่ครูบาอาจารย์เติบโตมา! นี่คือพื้นฐานวิธีคิดที่จำเป็นต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น!

กระบวนการจัดการศึกษาด้วยวิธีคิดใหม่นั้น "สถาบันการศึกษา" ต้องหยุดความเข้าใจผิดที่ว่า ตัวเองเป็นศูนย์กลางของความรู้-ความเก่ง-ความชำนาญทั้งหลาย ต้องเปิดตัวไปร่วมมือกับผู้ประกอบการทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และกลุ่มนวัตกรรมทางความคิดที่ก้าวหน้าสร้างสรรค์ เพื่อออกจากการเรียน-การสอนที่เคยชินอยู่แต่ในห้องเรียน สู่ประสบการณ์จริงจากช่องทางความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อทั้งสถาบันและผู้เรียนจะได้มีประสบการณ์จริงที่สัมผัสได้ กับความก้าวหน้า-การทำงานความล้มเหลว-ความสำเร็จจริง ซึ่งเชื่อมโยงจากวิชาการและประสบการณ์ที่ร่วมมือกับภาคการประกอบการ!

โลกวันนี้ผู้เรียนต้องการ โค้ช-ผู้ชี้แนะ มากกว่า ครู เพราะมีแหล่งวิทยาการในเทคโนโลยีที่ผู้คนเข้าถึงได้หลากหลาย-เปิดกว้าง-ไร้พรมแดน-ไร้กาลเวลา การชี้แนะ-ร่วมคิด-ร่วมทำ เป็นการสร้างการเรียน-การสอน-การเรียนรู้ ที่ช่วยพัฒนาความคิด-ความเข้าใจ จากฐานประสบการณ์ที่เป็นจริง ไม่เป็นผู้ผูกขาดชี้นำแบบเดิมๆ อีกต่อไป!

ที่ผ่านมาเรามีนักวิชาการที่ก้าวหน้า-มีงานวิจัยบนกระดาษมากมาย มีตำแหน่งทางวิชาการชั้นสูงมาก แต่กลับไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าให้ประเทศได้-ไม่สามารถเชื่อมความคิดวิชาการสู่ภาคปฏิบัติ ไม่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ความคิด นวัตกรรมในการผลิต-บริการและภาคเศรษฐกิจขึ้นจริงได้! ทำให้เมื่อความสูญเปล่านี้ผนวกเข้ากับความล้าหลัง-คร่ำครึของการศึกษา-การเรียนการสอน จึงทำให้ความสูญเปล่า-ล้มเหลวพอกพูนขึ้นมหาศาล ไม่สามารถนำประเทศสู่ความเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันโลก! จึงต้องเร่งปรับตัวและความคิดให้พ้นจากกระบวนระบบคิดเดิมๆ สู่ความเท่าทันที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่

กรณีการปรับตัวนี้ มีอย่างน้อย 3 เรื่องที่สำคัญ นอกจากการปรับวิธีคิดพื้นฐานแล้ว เพื่อทำให้สถาบันจัดการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ กล่าวคือ 1) ต้องปรับระบบการเรียนการสอนรายวิชาที่รกรุงรังไม่สอดรับความเปลี่ยนแปลง ไปสู่การสร้างหลักสูตรแบบโมดูล (Module) ที่แต่ละโมดูลจะสร้างความรู้-ความคิด-ประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะในแต่ละขั้นตอน จากโมดูลที่ 1 จนไปถึงสุดท้าย เด็กที่สำเร็จการศึกษาจะมีประสบการณ์-ตัวชี้วัดที่บ่งบอกพัฒนาการของทักษะ ความรู้ ความก้าวหน้า ที่แต่ละคนได้รับอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นคือความสำเร็จในการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สอดคล้องกับโลกของความเป็นจริงตามประสบการณ์ที่เด็กได้รับ 2) ต้องปรับเปลี่ยนข้อกำหนดเรื่อง ระยะเวลา-ชั้นปี-ช่วงเวลาของการจบการศึกษาสู่การบริหารจัดการแบบสะสมเครดิต (credit bank) เพื่อให้เกิดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องสอดรับการดำเนินชีวิตในโลกยุคใหม่ ที่ชีวิตสัมพันธ์กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว สามารถลดต้นทุน-เข้าถึง-และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ซึ่งจะช่วยสร้างความคิด-ประสบการณ์การรู้จักตัวเอง-และจัดปรับตัวเองในกระบวนการเรียนการสอน ที่มีการจัดการแบบสะสมหน่วยกิต-เลือกเวลาจบได้ตามความเหมาะสมของตัว และสามารถเชื่อมโยงการต้องการความรู้จากกลุ่มวิชาต่างๆ-คณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยหรือระหว่างมหาวิทยาลัยได้ (กรณีนี้การจัดแบ่งคณะ (faculty) อาจต้องทบทวนจัดปรับให้สอดคล้องกับความเป็นจริงใหม่

ที่มุ่งพิจารณาถึงวิทยาการประสบการณ์-นวัตกรรม-ความคิดความรู้แบบผสมผสาน มากกว่าการคิดแบบแยกแยะส่วนอย่างที่ผ่านมา ซึ่งต้องปรับแก้ให้เกิดความยืดหยุ่น-เชื่อมโยง-ปรับตัว-เพิ่มพูนทักษะ-ความรู้ให้ต่อเนื่องใหม่) ส่วนที่ 3) มหาวิทยาลัยต้องเชื่อมประสานกัน และระหว่างกัน และกับทุกระดับจากพื้นฐานถึงอาชีวะและมหาวิทยาลัย และต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในสังคมอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับการศึกษาและการพัฒนาในเชิงนวัตกรรม-เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้จะเป็นระบบนิเวศการศึกษาในสถาบันการศึกษายุคใหม่ ที่จะหยุดความสูญเปล่า สร้างการปรับตัวให้ทันความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ ซึ่งจะมีผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์-ได้ความพึงพอใจได้ความก้าวหน้าร่วมกัน นี่คือกระบวนระบบก้าวแรกของความคิดและการบริหารจัดการ ที่ทำให้สถาบันการศึกษา-ผู้เรียน-ผู้สอน-ผู้เกี่ยวข้องทั้งมวลพ้นจากหายนะของการศึกษาที่กัดกร่อนสังคมมานับศตวรรษ!.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ