คอลัมน์อีโคโฟกัส: ระดมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขเสริมความเชื่อมั่น

ข่าวเศรษฐกิจ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลจะต้องเผชิญกับปัญหา ทางด้านเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ อันเนื่องมาจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่ยังยืดเยื้อและไม่มีท่าทีว่าจะยุติ กดดันรัฐบาลเร่งหลายมาตรการกระตุ้นความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุน หวังทุกฝ่ายเล่นในเกม นำพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจในปีนี้ อีกทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ส่งสัญ ญาณว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2562 ที่ต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจจะไม่เติบโตอย่างที่คาด เพราะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยังมีความกังวลว่า กำลังซื้อในประเทศจะหดตัวทั่วทั้งประเทศ เห็นได้จากยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย และยอดการผลิตที่ปรับลดลงไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรียังเชื่อว่าแม้เศรษฐกิจในปีนี้ของไทยจะมีปัญหา แต่ก็จะเติบโตได้ในระดับ 3.5% โดยในเดือนกันยายน กระทรวงต่างๆ มีการระดมหลายมาตรการออกมา ทั้งในระดับที่เป็นการสร้างบรรยากาศให้นักลงทุน ทั้งกลุ่มที่ลงทุนในประเทศอยู่แล้ว และนักลงทุนที่กำลังจะย้ายฐานการผลิตเข้ามาใหม่ให้มีความมั่นใจ และมาตรการที่เป็น การกระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคในประเทศ

จะเห็นได้จาก ครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เร่งรัดผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล วงเงินลงทุนรวม 1,947 ล้านล้านบาท ให้มีความคืบหน้าและเกิดการลงทุนให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดยฉวยโอกาสช่วงที่เงินบาทแข็งค่า นำเข้าเครื่องมือ เครื่องจักรเข้ามาลงทุนในประเทศ

ในขณะที่การกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ กระทรวงการ คลังก็ออกมาตรการ "ชิมช้อปใช้" เชิญชวนให้ประชาชนลงทะเบียน ในระบบเพื่อรับเงิน 1,000 บาท ออกไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดนอกพื้นที่ที่ระบุตามบัตรประชาชน ตั้งเป้าผู้ร่วมโครงการ 10 ล้านราย หวังให้เกิดการกระจายเงินทุนหมุนเวียนในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เริ่มให้มีการลงทะเบียนเมื่อวันที่ 27 ก.ย. จนถึงขณะนี้ก็พบว่าได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก และยังเปิดให้มีการลงทะเบียนต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 พ.ย.2562

ด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็มีการสั่งการให้สำนักบีโอไอจัดทำโปรแกรมดึงดูดให้ภาคเอกชนนำเงินกองทุนวงเงิน 10,000 ล้านบาทออกไปใช้ประโยชน์ ตามเป้าหมายของ พ.ร.บ. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

และในส่วนของกระทรวงพลังงาน ก็มีความพยายามที่จะผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยส่งเสริมให้มีการใช้ศักยภาพเชื้อเพลิงในพื้นที่ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้และขายให้กับรัฐ ที่ประเมินกันเบื้องต้นว่าจะมีเม็ดเงินลงไปลงทุนในชุมชนกว่าแสนล้านบาท

รวมไปถึงโจทย์ใหญ่ที่คนในวงการให้ความสนใจ และเกี่ยวข้องกับการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ คือ เรื่องของการรื้อ ถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าผู้รับสัมปทานจะยื่นฟ้องต่ออนุญาโตตุลาการ ก็ถูกปลดล็อก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ซึ่งตั้งคณะทำงานที่มีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเจรจาเพื่อหาข้อยุติ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี รวมทั้งการเดินหน้าเจรจายุติปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ประเมินว่าจะมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมจำนวนมากใช้ต่อไปได้อีกหลายสิบปี ที่หากสำเร็จจะช่วยพลิกฟื้นระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ในระยะยาว ระงับยื่นอนุญาโตตุลาการ

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางผู้รับสัมปทานต่างชาติได้ระงับกระบวนการยื่นฟ้องอนุญาโตตุลาการแล้ว และเมื่อปลายเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา และได้จัดทำแผนงานการรื้อถอนประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนมาให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติพิจารณาใหม่ เท่ากับว่าเป็นการยกเลิกการวางหลักประกันค่ารื้อถอนแท่นปิโตรเลียมเต็มจำนวน

ทั้งนี้ กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดแผนงาน ประมาณการ ค่าใช้จ่ายและหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตร เลียม พ.ศ.2559 ข้อ 11 ได้เปิดช่องให้ผู้รับสัมปทานเสนอการประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่คลาดเคลื่อน หรืออธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีอำนาจสั่งให้ผู้รับสัมปทานแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือส่งให้อธิบดีพิจารณาการแก้ไขให้แล้วเสร็จ และแจ้งผู้รับสัมปทานทราบภายใน 180 วัน

ส่วนการพิจารณาหรือเจรจาจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะต้องหารือกับผู้รับสัมปทานทั้ง 3 ราย ให้ได้ข้อยุติภายในเดือนมีนาคม 2563 และหลังจากนั้นจะแจ้งผลการพิจารณา รวมทั้งมูลค่าหลักประกันที่ต้องวางให้ผู้รับสัมปทานทราบภายใน 120 วัน

นัดสรุป มี.ค.2563

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประ ธานคณะกรรมการปิโตรเลียม กล่าวว่า ขณะนี้กรมเชื้อเพลิงธรรม ชาติกำลังเร่งเจรจาด้านกฎหมายและแผนดำเนินการรื้อถอน กับบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด, บริษัท โททาล อีแอนด์ พี ไทยแลนด์ จำกัด และบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซพลอเรชั่น จำกัด (โมเอโกะ) ซึ่งร่วมถือหุ้นในแหล่งเอราวัณ โดยทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่า การดำเนินการจะไม่กระทบต่อการส่งมอบพื้นที่ ซึ่งรายใหม่จะเข้ามาดำเนินกิจการหลังหมดอายุสัมปทานของกลุ่มเชฟรอนในปี 2565-2566

สำหรับข้อพิพาทเรื่องค่าใช้จ่ายรื้อถอนแท่นปิโตเลียมแหล่งเอราวัณในอ่าวไทยที่ให้เชฟรอนรับผิดชอบนั้น ก่อนหน้านี้เชฟรอนระงับการฟ้องร้องอนุญาโตตุลาการชั่วคราวแล้ว คาดว่าการเจรจาจะใช้เวลาไม่เกิน 180 วัน หรือไม่เกินกลางเดือนมีนาคม 2563 นับจากเชฟรอนส่งหนังสือไม่เห็นด้วยกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรณีส่งหนังสือถึงผู้ถือหุ้น แหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช วางหลักประกันการรื้อถอน ซึ่งประมาณการใช้จ่ายรื้อถอน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมูลค่าหลักแสนล้านบาท โดยเชฟรอนส่งหนังสือมาช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงเริ่มเวลาเจรจาดังกล่าว

"ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีเวลาหารือรายละเอียดที่เหมาะสม ยอมรับทั้งสองฝ่าย แนวทางพิจารณามีหลายทางเลือก อาทิ จ่ายทั้งหมด จ่ายบางส่วน โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงการใช้ประโยชน์แท่น และตามกฎหมาย และหลังครบกำหนดกรมฯ จะส่งหนังสือถึงเชฟรอน โททาล และโมเอโกะ ให้มาวางหลักประกันการรื้อถอนภายใน 120 วัน หรือภายในกรกฎาคม 2563 สุดท้ายหากตกลงกันไม่ได้จนมีการฟ้องร้องอาจจะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ แต่เชื่อมั่นว่าในการพิจารณาข้อมูลรอบใหม่จะตกลงเป็นที่ยอมรับกันได้ โดยภาครัฐพร้อมรับฟังข้อมูล บนพื้นฐานหลักการของกฎหมาย" นายกุลิศกล่าว

อย่างไรก็ตาม คงต้องมาลุ้นกันว่า ผลการเจรจาจะออกมาทางไหน ก็ได้แต่หวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะยอมปลดล็อกเงื่อนไขของตัวเอง ถอนกันคนละก้าว เพื่อให้การผลิตปิโตรเลียมเดินหน้าอย่างราบรื่น ไม่หยุดชะงัก เพราะปิโตรเลียมก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน ถ้าโครง สร้างพื้นฐานพร้อม เชื่อว่าการลงทุนจากต่างชาติก็คงต้องหลั่งไหลเข้ามาแน่นอน.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ