คอลัมน์สาระสุขภาพ แพทย์แผนไทย: 2 ผักตระกูลเฟิร์นต้านโรคเรื้อรัง

ข่าวทั่วไป 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วัชรีพร คงวิลาด panthaibook@hotmail.com ผักพ่อค้าตีเมียหรือเหมยฟ้า รูปร่างหน้าตาผักชนิดนี้คล้ายกับพวกไม้ประดับกลุ่มเฟิร์น ตัวเหมยฟ้าเองก็จัดเป็นผักในตระกูลเฟิร์นด้วย ในแต่ละท้องถิ่นจะเรียกชื่อแตกต่างกันไป ทางภาคเหนืออย่างจังหวัดลำพูน เรียกผักกับแก้ ทางภาคกลางเรียก เฟิร์นแผง กนกนารี หญ้ารังไก่ เป็นผักที่ยังไม่เป็นที่รู้จักหรือนิยมจนเข้าสู่ตลาดผักในวงกว้าง หรือไม่ได้เข้าอันดับผักเศรษฐกิจขายดีแม้แต่น้อย จึงทำให้หากินยาก พบได้ทั่วไปตามป่าผลัดใบผสม ป่าเต็งรัง ชอบที่ชื้น เช่น ข้างลำธาร หรือตามบริเวณหนองน้ำ ประโยชน์ของผักกูดช่วยบำรุงสายตา บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟันและขับปัสสาวะเด็ดขาดมาก ลดความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอล และผักกูดช่วยเหลือการทำงานของเม็ดเลือดขาว จึงช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกายด้วย

ผักพ่อค้าตีเมีย ผักชนิดนี้ถ้าไม่ใช่คนในชนบทคงไม่รู้จักผักนี้เป็นแน่ ฟังชื่อก็หวือหวาแล้วใครจะกล้ารับประทาน แต่จริงๆ แล้วผักชนิดนี้มีรสชาติอร่อยมาก ที่มาของตำนานแห่งชื่อชาวภาคเหนือได้เล่าว่ามีพ่อค้านายหนึ่งจะไปค้าขายต่างเมือง เมียได้ไปเก็บผักชนิดนี้มาแกง ปรุงนานเท่าไรก็ไม่สุกสักที พ่อค้าก็รอกินข้าวจากเมียตั้งนานจึงรู้สึกโมโห จนเกิดการทะเลาะวิวาทลงไม้ลงมือกัน เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวก็เลยตั้งชื่อผักชนิดนี้ว่า ผักพ่อค้าตีเมีย

ในอีกตำนานหนึ่งเล่าว่าพ่อค้ากลับมาจากค้าขาย เมียนำผักนี้มาแกงให้กินกลับคิดว่าเมียต้มผักไม่สุก เพราะผักนี้มีลักษณะแข็งและเหนียว พ่อค้าจึงเกิดอาการโมโหทุบตีเมียตนเอง ชาวบ้านรู้เรื่องก็ตั้งชื่อว่า ผักพ่อค้าตีเมีย หมอเมืองล้านนาใช้ต้นและรากของต้นพ่อค้าตีเมียนำไปต้มดื่มเป็นยารักษาโรคริดสีดวง หรือนำไปเข้ายาแก้ไข้มาลาเรีย

ในการนำผักพื้นบ้านของไทยไปทำการวิจัยหาสารสำคัญต่างๆ รายงานผลการวิจัยพบว่า พ่อค้าตีเมียจัดเป็นผักพื้นบ้านประเภทหนึ่งซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงมีสรรพคุณในการลด หรือยับยั้งการสร้างเซลล์มะเร็งได้ดี

การใช้ประโยชน์ทั่วไปของชาวบ้านร้านถิ่น เขาก็เก็บมาบริโภคกันอย่างเอร็ดอร่อย ใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน ซึ่งจะเก็บได้ช่วงต้นฤดูฝน นำมาแกงกับปลา แกงแค หรือลวกทานกับน้ำพริกชนิดต่างๆ เวลาทานรู้สึกเหนียว กรุบกรอบ ซึ่งเป็นความอร่อยอันโดดเด่นประจำตัวของเหมยฟ้านั่นเอง

ผักกูดเป็นผักพื้นบ้านที่ขึ้นตามลำห้วยชื้นแฉะ เป็นผักตระกูลเฟิร์นที่มีกลิ่นหอม มีรูปร่างหน้าตาแปลกกว่าผักพื้นบ้านทั่วไปที่เรากิน แต่ขอบอกว่ารสชาติอร่อยเหาะจริงๆ ไม่ว่าจะลวก แล้วกินกับน้ำพริกกะปิ หรือแกงใส่ปลาแห้ง

ด้วยความอร่อยของผักจึงมีนิทานตำนานชาวบ้านเล่าขานว่า มีผัวเมียสองคนเอามาแกงพบว่ารสชาติอร่อย และเมื่อกินแล้วมีกำลังวังชาไม่อ่อนเพลีย เดินทางไกลไม่เหนื่อยง่าย และเชื่อว่าข่มกำลังผู้ชาย จึงไม่นิยมเอามาปลูกไว้ในบ้านเพราะนัยว่าเหมือนผู้หญิงจะข่มผู้ชาย นอกจากนี้ยังเชื่อว่าถ้าช้างตกมันให้ช้างกินผักกูดจะสามารถตัดกำลังช้างตกมันลงได้

ผักกูด เป็นผักที่ขึ้นอยู่ตามน้ำดี สามารถสะท้อนภาวะสิ่งแวดล้อมได้ ถ้าพบเห็นผักกูดขึ้นเยอะๆ ที่ไหนที่นั่นสิ่งแวดล้อมสะอาด แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ผักกูดจะไม่เกิดและสูญพันธุ์ในที่สุด

ผักกูดจะแตกยอดอ่อนตลอดทั้งปี ใครที่อยู่ใกล้ระบบนิเวศธรรมชาติที่มีห้วยหนอง ก็เก็บบริโภคได้ทั้งปี แต่ถ้าใครปลูกเพื่อขายก็โชคดี มีผักเก็บขายได้ไม่ขาด จึงนับเป็นความโชคดีของเกษตรกร ยิ่งปัจจุบันมีการเก็บขายส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะนิยมนำไปดองเกลือรับประทานเรียกว่า "วาราบิ"

ในเรื่องของสรรพคุณ ผักกูดก็ไม่ได้เป็นรองใคร ในบันทึกทางการแพทย์ของหมอแผนไทยจะใช้รากเป็นยาแก้ร้อนใน แก้อ่อนเพลีย แก้ไข้ แก้ไอ ใบมีรสเย็น แก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ

การนำมาใช้เพื่อรักษาโรค- แก้ผื่นคัน ใช้ทั้งต้นต้ม หรือแช่น้ำครึ่งวัน อาบ แก้ผื่นคัน

  • เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้วงร่วง อาเจียน ปวดศีรษะ ขับปัสสาวะ ใช้เหง้า
  • ช่วยระบาย และป้องกันการแข็งตัว และการอุดตันของเส้นเลือด ให้กินยอดอ่อนเป็นประจำ

ข้อควรระวังคือในผักกูดดิบจะมีสาร Oxalate ในปริมาณสูง ซึ่งสารดังกล่าวจะมีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแร่ธาตุสำคัญๆ อีกทั้งหากสะสมสารนี้ไปในร่างกายมากๆ ก็จะทำให้ออกซาเลตไปตกผลึกสะสมในไตและกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เป็นนิ่วได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่นิยมกินผักกูดดิบ และอีกอย่างเมือกใสๆ ของผักดิบๆ ก็ทำให้ไม่น่ากินเท่ากับผักสุก.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ