ชี้ปมเสี่ยงการเมืองทุบ'ลงทุน'

ข่าวทั่วไป 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

รังสิต *ผอ.สถาบันเศรษฐศาสตร์ชี้ปัจจัยเสี่ยงผลกระทบสงครามค้าจีน-สหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้น ขณะเหตุขัดแย้งม็อบลากยาวฮ่องกงฉุดเศรษฐกิจโลก ระบุการเมืองภายในไทยส่งผลความเชื่อมั่นภาคลงทุน เมื่อวันอาทิตย์ ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบสง ครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ ล่าสุดปรับตัวในทิศทางดีขึ้นบ้าง การเจรจามีความคืบหน้าเลื่อนการขึ้นกำแพงภาษีออกไปก่อน แต่การยุติกีดกันทางการค้าจะไม่เกิดขึ้นในเร็ววันและยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลลบต่อระบบการค้าโลกและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกต่อไป อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าและประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาในสินค้าไฮเทค รวมทั้งการขัดแย้งกรณีฮ่องกงจะยังคงยืดเยื้อและสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกต่อไป

ผศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวด้วยว่า การที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำบริษัทไฮเทคของจีนโดยกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มน้อย หรือ NBA (ลีกการแข่งขันบาสเกตบอลสหรัฐฯ) ถูกจีนบอยคอต เป็นผลจากการให้สัมภาษณ์สนับสนุนผู้ชุมนุมประท้วงในฮ่องกง ล้วนเป็นแนวโน้มอย่างชัดเจนว่าได้มีการนำเอาประเด็นสิทธิมนุษยชนและการเมืองเข้ามาเกี่ยวพันกับการตอบโต้กันทางเศรษฐกิจมากขึ้น นโยบายกำกับการใช้ Big Data กลุ่มชาติตะวันตกจะมีฐานคิดเรื่องการคุ้มครองเจ้าของ Data คือประชาชนมากกว่าจีน กลุ่มประเทศในยุโรปได้ออกกฎหมาย General Data Protection Regulation

"ขณะที่หลายคนวิตกกังวลว่าในประเทศที่มีระบอบการปก ครองแบบอำนาจนิยม รัฐบาลอาจร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีเพื่อใช้กำกับควบคุมเสรีภาพของประชาชน การที่รัฐบาลร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลก็อาจจะมีประโยชน์มากในการนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนโยบายต่างๆ โดยต้องอยู่บนหลักการเคารพในเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพ อย่างเทคโนโลยีจดจำใบหน้า (Facial Recognition) สามารถตรวจจับคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว" ผศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวอีกว่า ปัจจัยเสี่ยงภายนอกจากเศรษฐกิจโลกเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในประเทศเราสามารถควบคุมได้หากทุกภาคส่วนปฏิบัติตามกฎหมาย ยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม เคารพหลักการประชาธิปไตย ยึดความปรองดองสมานฉันท์ ไม่มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู มองความหลากหลายทางความคิดเป็นเรื่องปรกติ เสรีภาพทางวิชาการและสื่อมวลชนที่มีการใช้อย่างรับผิดชอบจะทำให้เกิดภูมิปัญญาในการหาทางออกให้ประเทศ ควรเปิดกว้างให้สังคมสามารถถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผลในทุกเรื่อง

"หวั่นปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองภายในเพิ่มขึ้น หวั่นการสร้างสถานการณ์ สร้างวิกฤติเพื่อสร้างความชอบธรรมให้อำนาจนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ สภาวะดังกล่าวจะกระทบความเชื่อมั่น ของภาคการลงทุนและภาคการบริโภค และอาจนำประเทศไปสู่ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองได้ การสร้างวาทกรรมเกลียดชังและแบ่งแยกคนไทย กระทบต่อบรรยากาศการเจรจา หารือถกแถลงเพื่อสร้างประชา ธิปไตยผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกภาคส่วนควรร่วมกันสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปประเทศให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น และจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว" ดร.อนุสรณ์ระบุ.

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ