คอลัมน์เกาะติดเศรษฐกิจ: เหนื่อย...

ข่าวเศรษฐกิจ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และรองอธิการบดีฝ่ายอาวุโสวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย "ความขัดแย้งด้านการค้ากำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก อีกทั้งทำให้กิจกรรมการผลิตและการลงทุนอ่อนแอลงอย่างมาก และยังเป็นปัจจัยขัดขวางศักยภาพทางเศรษฐกิจ" นี่คือคำพูดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาของนางคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คนใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางบรรยากาศซบเซาและซึมตัวลงอย่างมากของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ชั้นนำของโลก จนกระทั่งผู้นำ IMF ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยว่า เศรษฐกิจโลกกำลังย่างเข้าสู่ภาวะชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 10 ปีหลังจากเกิดวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ในปี 2552

ผู้นำ IMF ยังกล่าวต่อไปว่า สำหรับเศรษฐกิจโลกนั้น ผลกระ ทบสะสมจากความขัดแย้งทางการค้าอาจทำให้เกิดความสูญเสียราว 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563 หรือประมาณ 0.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลก หรือมีขนาดเท่ากับขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หรือขนาดใกล้เคียง 1.5 เท่าของ GDP ของประเทศไทย นอกจากนี้ นางจอร์จีวายังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีนนั้น ไม่เพียงแต่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยตรงให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดผลกระทบอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น การสูญเสียความเชื่อมั่นและผลกระทบในเชิงลบต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนมาก โดยสงครามการค้าได้สร้างความสูญเสียต่อทุกๆ ฝ่าย ดังนั้น ทั้งโลกจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างมีเอกภาพเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แก้ไขปัญหาและหาทางออกที่การเติบโตอย่างยั่งยืนของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศรวมถึงเศรษฐกิจโลก

ไม่เพียงแต่ปัญหา Trade War ระหว่างสหรัฐกับจีนเท่านั้น ผู้อำนวยการ IMF ยังห่วงใยปัญหาการแยกตัวของอังกฤษและสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ในขณะนี้ว่า Brexit ไม่ว่าจะอยู่ในรูปใดก็ตาม ไม่ว่าจะส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหา Brexit จะส่งผลกระทบไม่เพียงต่ออังกฤษและ EU เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีรายได้น้อยที่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจอังกฤษและ EU และท้ายที่สุดย่อมส่งผลในเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกเช่นกัน

ผู้อำนวยการ IMF ยังกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงและแนวทางการรับมือว่า IMF จะเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะปรับลดลงจากรายงานเดิมที่เคยเปิดเผยในเดือนกรกฎาคม ที่ IMF คาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.2% ในปีนี้ และ 3.5% ในปีหน้าลงไปอีก เพราะในขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ "ชะลอตัว" ลงพร้อมๆ กัน คิดเป็นสัดส่วน 90% ของทั้งโลก และยังเสนอแนะว่าธนาคารกลางทั่วโลกควรรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ และรัฐบาลของประเทศต่างๆ ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วย

นอกจากนี้ อดีตผู้อำนวยการ IMF นางคริสติน ลาการ์ด ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้แสดงมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจโดยในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่ "อ่อนแอ" และ "มีความเสี่ยง" ดังนั้นรัฐบาลทั่วโลกไม่ควรหวังพึ่งธนาคารกลางเพียงอย่างเดียว ธนาคารกลางควรดำเนินนโยบายที่สามารถคาดการณ์ได้ และควรยึดมั่นในหน้าที่ของตนเอง และรัฐบาลควรลงมือแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจด้วยตนเอง แทนที่จะพึ่งพาธนาคารกลางเพียงอย่างเดียว

ทุกหน่วยงานปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP โลกในปีนี้และปีหน้าลงกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น IMF ที่จะมีการประกาศตัวเลขการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าในช่วงกลางเดือนนี้หรือในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้โออีซีดี ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ สู่ระดับ 2.9% และฟื้นตัวเล็กน้อยเป็น 3.0% ในปีหน้า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินในปี 2551-2552 จากระดับ 3.6% ในปีที่แล้ว โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และความไม่แน่นอนของ Brexit ซึ่งก่อนหน้านี้ OECD คาดการณ์ในเดือนพฤษภาคมว่า เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.2% และ 3.4% ในปีนี้และปีหน้าตามลำดับ

สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น แทบทุกสถาบันวิจัยเศรษฐกิจทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ได้ออกมาปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงต่ำกว่า 3.0% ล่าสุดธนาคารโลกได้ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2562 ลงเหลือเพียง 2.7% จากประมาณการเดิมที่ 3.5% เนื่องมาจากหลายปัจจัยที่สำคัญคือการส่งออกที่ลดลงช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ และอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่ต่ำและมีผลเหนี่ยวรั้งตัวเลขการลงทุนภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะยังคงขยายตัวต่อกว่า 3.0% โดยจะขยายตัวเพียง 2.9% ฟื้นตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เหนื่อยครับ เหนื่อย... ประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องเจอภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงมากพร้อมๆ กันประมาณ 90% ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกตามข้อมูลของ IMF (จนทำให้ Fed ออกมาส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ด้วยมาตรการการเงินผ่อนคลายผ่านนโยบายคล้ายๆ QE และการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหากเศรษฐกิจมีสัญญาณชะลอตัวลงมากขึ้น) รัฐบาลไทยจึงต้องเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพออกมารองรับปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงท่าม กลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงมากในขณะนี้ ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญเพราะสหรัฐจะขึ้นภาษีกับจีนในวันที่ 15 ตุลาคมหรือไม่ No Deal Brexit จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคมหรือไม่ และ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 จะผ่านสภาหรือไม่ สัปดาห์หน้ามา Update กันใหม่ครับ.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ