คอลัมน์ไทยโพสต์: ระวังติดกับดักก่อวิกฤติใหม่ เสียงเตือนที่ควรพิจารณา

ข่าวทั่วไป 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

การออกมาแสดงทัศนะอีกครั้งของศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ ในการบรรยายพิเศษเรื่อง "ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย" ที่วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิ 14 ตุลา จัดกิจกรรมรำลึกครบ 46 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน เมื่อวันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา เนื้อหาหลายช่วงหลายตอนสะท้อนสถานการณ์บ้านเมืองอย่างตรงจุด ตรงประเด็น แบบที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายรัฐบาล ซึ่งทำหน้าที่บริหารประเทศ ฝ่ายค้าน ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารประเทศ และฝ่ายทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงของประเทศ ควรจะนำไปตรวจสอบการทำหน้าที่ของตัวเอง และนำไปคิดพิจารณาว่าสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ ถูกต้อง เหมาะสม แค่ไหนเพียงใด และมีอะไรต้องปรับปรุง ต้องแก้ไขบ้าง

ตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษเรื่อง "ประชาชน พรรค การเมือง ทหารไทย ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย" ศาสตราจารย์ธีรยุทธ บอกว่า....หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกครั้ง ทั้งประชาชนและนักการเมืองไทยจะมองว่าประเทศได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการการเมืองประชาธิปไตยปกติ คือการแถลงนโยบาย ทัศนะของแต่ละฝ่าย การตรวจสอบ หักล้างด้วยหลักฐานโวหารเหตุผล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขผิดเป็นถูก หรือเพื่อล้มรัฐบาลไปสู่การเลือกตั้งใหม่ก็ได้ แต่น่ากังวลว่าปัจจุบันคนไทยส่วนหนึ่งกำลังรับกระบวนทัศน์แบบความเมือง ซึ่งมองพวกอื่นเป็นศัตรูที่ต้องล้มล้างมาใช้แม้ในภาวะปกติ ซึ่งไม่ได้มีวิกฤติใดๆ ทำให้เราได้พบเห็นนักการเมืองกลายเป็นนัก ความเมือง พรรคการเมืองกลายเป็นพรรคความเมือง นักวิชา การกลายเป็นนักโฆษณาความเมือง ทหารฝ่ายความมั่นคงเป็นทหารฝ่ายความเมือง

เราได้เห็นนักเคลื่อนไหวความเมือง พวกเขาเริ่มต้นด้วยการมองการกระทำของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ใดๆ เป็นภยันตรายร้ายแรงต่อบ้านเมือง เป็นศัตรูที่จะต้องถูกทำลายลงไป ด้วยการขยายประเด็นเกินเหตุและผล ไปจนถึงการฟ้องร้องหาเรื่องดำเนินคดีความ รวมทั้งการใช้อิทธิพลกดดันกระบวนยุติธรรม บางครั้งก็ใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า ปักธงล่วงหน้า (preemptive) ก่อนอีกฝ่ายจะดำเนินการใดๆ ด้วยซ้ำ ระบบคิดแบบความเมืองทำให้ความขัดแย้งขยายตัวน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากความขัดแย้งเหลือง-แดง ซึ่งเป็นเรื่องชนชั้นล่าง ชั้นกลางในชนบท กับชนชั้นกลาง ชั้นสูงในเมือง ต่อมาเพิ่มประเด็นความเป็นภาคเหนือ อีสาน ใต้ ความขัดแย้งเผด็จการ-ประชาธิปไตย การเลือกตั้งหลังสุดก็เพิ่มประเด็น คนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ความคิดเก่า ความคิดใหม่ ชาติมหาอำนาจเองก็แสดงจุดยืนชัดเจนคือ ชาติตะวันตก หนุนฝ่ายเสื้อแดง จีนหนุนฝ่ายอนุรักษ์กับทหาร การที่ความขัดแย้งขยายตัวมาตลอด บ่งชี้ว่ารัฐบาลกับทหารจัดการกับวิกฤตการณ์ผิดพลาด มองปัญหาใจกลางผิด....

นอกจากนี้ศาสตราจารย์ธีรยุทธยังแสดงความกังวลด้วยว่า....ประเทศไทยเคยเกิดความขัดแย้งแบบ พวกเรา-ศัตรู เพียงหนเดียว คือการสร้างความคิดฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป และถือนักศึกษาเป็นภัยคอมมิวนิสต์ที่ต้องฆ่าทำลายล้างในช่วง 6 ตุลาคม 2519 แต่การเกิดระบบความเมืองในขณะนี้ มีการเคลื่อนไหวกว้างขวางจากหลายฝ่ายในสังคม ทั้งฝ่ายมวลชน การใช้สื่อออนไลน์ เฟกนิวส์ สื่อทางการ นักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย หน่วยราชการ กองทัพ กระบวนการศาลฯ ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น เป็นวิกฤติใหม่ที่ควรกังวลและต้องช่วยกันให้ทุกฝ่ายคลี่คลาย ผ่อนความขึงตึงจนเกินไปลง...

ชัดเจนทุกถ้อยกระทงความที่ศาสตราจารย์ธีรยุทธแสดงทัศนะออกมา ล้วนสะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ในบ้านเมืองเราขณะนี้ได้อย่างตรงเป้า ตรงประเด็นที่สุด หลายเรื่อง หลายปัญหาที่ไม่น่าจะเกิดความขัดแย้ง ไม่น่าจะเกิดประเด็นโต้เถียง ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น ขึ้นมาถกเถียงกันชนิดหน้าดำหน้าแดง เพื่อเอาชนะคะคานกัน โดยไม่ฟังเหตุผลใดๆ จนสังคมเกิดความวุ่นวาย มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เกิดความแตกแยก ไร้ความสามัคคีปรองดอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย สังคมที่มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีรอยยิ้มพิมพ์ใจอันเป็นเอกลักษณ์ในสายตานานาอารยประเทศ

ข้อเสนอแนะของศาสตราจารย์ธีรยุทธ แสดงทัศนะเอา ไว้ถึงหนทางการแก้ไข 2 ข้อ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดย 1.สังคมทั่วไปควรมองสถานการณ์ให้กระจ่าง ตั้งสติอยู่ตรงกลาง หรือเสริมพลังทางบวกที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคม เสริมความรู้สึกแบบเพื่อนมิตร อย่างรับเหตุผลที่เปิดกว้างหลากหลาย ก็จะไม่ไปช่วยเสริมกระแสพวกเรา-ศัตรู ที่เกิดขึ้น 2.ฝ่ายรัฐต้องธำรงความเป็นกลาง ไม่เข้าไปร่วมการใช้ ความเมือง ทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะความเมืองหมายถึงความขัดแย้งแบบทำลายล้างในภาวะสงคราม ถ้าหน่วยรัฐร่วมเป็นฝักฝ่ายด้วยก็จะสร้างความหวาดกลัวว่า รัฐบาลมีความเชื่อว่า กำลังมีสงครามภายใน หรือรัฐบาลกำลังประกาศภาวะสงครามหรือความเป็นศัตรูกับประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งกับบ้านเมือง ศาลและระบบยุติธรรมเองก็ต้องตรึกตรองทุกคดีความหรือทุกปัญหาอย่างมีวิจารณญาณและหลักยุติธรรมอย่างแท้จริง บางทีอาจต้อง devolute คือถอยกระบวนการตุลาการภิวัตน์กลับบ้าง (devolution = วนกลับ กระจายศูนย์ ลดบทบาท) เหมือนกับที่เกิดในสหรัฐและอีกเกือบทุกประเทศ ซึ่งควรจะช่วยบรรเทาความรุนแรงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้จากกระบวนทรรศน์ความเมืองที่กำลังแผ่ขยายอยู่ในขณะนี้

เราหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในบ้านเมือง ทั้งฝ่ายรัฐ บาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายทหาร ตำรวจ และข้าราชการ จะนำทัศนะ ข้อวิพากษ์วิจารณ์มาขบคิดและทบทวนตัวเองถึงการทำหน้าที่ ถึงการปฏิบัติงานต่างๆ ถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่เพียงใด เพื่อให้เกิดประโยชน์ เกิดความสงบสุขต่อบ้านเมืองต่อประเทศชาติของเราทุกคน.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ