คอลัมน์กาแฟดำ: หัวเว่ย : เมื่อต้องแข่งกันระดับโลก ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวทั่วไป 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

หัวเว่ยของจีนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านธุรกิจดิจิทัลที่กำลังเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯผู้ก่อตั้งและประธานคือ คุณเหริน เจิ้งเฟย์ ซึ่งประกาศจุดยืนพร้อมจะชนกับแรงกดดันจากอเมริกาทุกวิถีทาง ทิศทางและแนวทางการเดินหน้าของหัวเว่ยโดยเฉพาะการพัฒนาระบบ 5G ซึ่งเห็นหัวหอกในการขยายตลาดไปทั่วโลกเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ คุณเหริน เจิ้งเฟย์ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่งในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมได้รับคำแปลเป็นภาษาไทยจากหัวเว่ยในประเทศไทยนี้ เห็นว่าน่าจะได้แบ่งปันกันทำความเข้าใจกับความเป็นไปในบริษัทโทรคมนาคมใหญ่ระดับโลกแห่งนี้ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ คนไทยก็ควรจะต้องรับทราบว่านักธุรกิจอดีตนายทหารในกองทัพจีนคนนี้คิดอย่างไรและมีแนวทางการทำธุรกิจจากนี้ไปอย่างไร บทสัมภาษณ์ของเหริน เจิ้งเฟย์กับสกายนิวส์เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมปีนี้ มีหลายคำถามคำตอบที่ควรแก่การแบ่งปันเช่น

ถามว่าเคยคิดหรือไม่ว่าหัวเว่ยจะกลายเป็นบริษัทที่มีความขัดแย้งมากที่ในโลกขณะนี้ เคยคิดไหมว่าทำไมต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

เหริน เจิ้งเฟย์ตอบว่า"บางทีผมอาจจะเคยหรือไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยก็ได้ แต่ผมคงคิดไม่ถึงว่าความขัดแย้งจะรุนแรงได้ถึงขนาดนี้ เรารู้ว่าหากมีทีมสองทีมปีนขึ้นเขาจากคนละข้าง เราก็ต้องเจอกันบนยอดเขาในที่สุด และอาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่เราแค่ไม่ได้คิดว่าการกระทบกระทั่งจะรุนแรงและบานปลายไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลไกรัฐของประเทศหนึ่งกับอีกบริษัทหนึ่งเช่นนี้

เราคงไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าการกระทบกระทั่งจะรุนแรงแค่ไหน เรายังซ่อมแซมรูโหว่ทั้งหลายบน 'เครื่องบิน' หรือธุรกิจของเราไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ มันน่าจะต้องใช้เวลาสองสามปีที่จะซ่อมแซมความเสียหายทั้งหมด แล้วก็ต้องใช้เวลาอีกห้าปีในการจะนำพาบริษัทคืนสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้ง แต่แน่นอนว่าในช่วงระหว่างนี้เราจะยังค่อยๆ เติบโตต่อไป"

นักข่าวถามว่าได้ข่าวว่าเหริน เจิ้งเฟยได้เตรียมการก่อนหน้านี้แล้วเมื่อสิบปีก่อน ทำไมจึงคาดการณ์ว่าจะเกิดความขัดแย้งขึ้นได้อย่างนั้น

เหริน เจิ้งเฟย์ตอบว่า

"บริษัทเราไม่มีความต้องการอื่นใดนอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าและทำงานของเราให้สำเร็จลุล่วง เรามีเพียงเป้าหมายเดียวและจดจ่ออยู่กับเป้าหมายนี้มาโดยตลอด เราเชื่อว่าการลงทุนลงแรงในด้านหนึ่งเป็นเวลาหลายทศวรรษจะทำให้เราก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ในที่สุด เมื่อตอนที่เรามีกำลังคนกว่าร้อยคน เราก็มุ่งพัฒนาเพื่อจะเปิด 'ประตูเมือง' ไปสู่ตลาดโลก พอเรามีกำลังหลายพันคน เราก็ยังคงมุ่งมั่นอยู่ที่เป้าหมายเดิม และเมื่อเรามีคนหลายหมื่นคน จนตอนนี้หลายแสนคน เรายังคงมุ่งพัฒนาไปสู่จุดหมายนี้ร่วมกัน

เราใช้งบ 1.5-2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีลงทุนด้าน R&D ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าเราน่าจะเป็นผู้นำของโลกในด้านนี้ได้ ซึ่งมันอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งกับบริษัทข้ามชาติชั้นนำอื่นๆ รวมไปถึงบางประเทศ ด้วยเหตุผลทั้งหลายเหล่านี้ เราจึงรู้ว่าเราต้องมีการเตรียมการเพราะความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"

ตอนหนึ่งเหริน เจิ้งเฟย์บอกว่าตัวเขาเองเป็นคนค่อนข้างประนีประนอมและยอมคน "ผมไม่ค่อยเก่งในเรื่องการต่อสู้นักหรอก"

เขาเล่าว่าสิบกว่าปีก่อน เขาวางแผนจะขายหัวเว่ยให้โมโตโรล่าในราคา 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

"เราได้เซ็นสัญญาทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว แต่คณะกรรมการบริษัทของโมโตโรล่ากลับไม่อนุมัติการซื้อขายครั้งนั้น เราก็มานั่งพูดคุยกันว่าเราจะยังทำธุรกิจนี้ต่อไปหรือจะขายบริษัทดี ผู้บริหารรุ่นหลังของเราทั้งหมดมีความรู้พื้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์และต้องการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ต่อ

ผมก็ได้พูดไปว่าเราสามารถขายบริษัทนี้ออกไปได้ง่ายๆ เลยนะ และย้ายไปทำอุตสาหกรรมอื่นแทน แต่พวกเขายืนกรานที่จะทำงานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่อไป พวกเราโหวตและลงมติกัน เมื่อได้ข้อสรุป ผมก็บอกพวกเราว่า ถ้าเรายังทำงานในอุตสาหกรรมนี้ต่อไป ในอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะต้องแข่งกับสหรัฐฯ อย่างแน่นอน เราก็ต้องเตรียมตัว นั่นคือขั้นตอนที่เกิดขึ้น และก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่แตกแยกกันเมื่อต้องเผชิญความยากลำบาก แต่กลับรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากกว่าครั้งไหนๆ"

(พรุ่งนี้: หัวเว่ยปะทะสหรัฐฯ)


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ