หลวงปู่'พุทธะอิสระ' ยกคำพิพากษาศาล ไม่ขาดเป็นพระภิกษุ

ข่าวทั่วไป 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

กรุงเทพฯ * เมื่อวันพุธ อดีตพระพุทธะอิสระได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่าจะกลับมาห่มผ้าจีวรอีกครั้ง โดยยืนยันว่าจะกลับมาห่มผ้าจีวรอีกครั้งในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ หลังจากสิ้นสุดเวลาคุมความประ พฤติในคำพิพากษาคดีทำร้ายร่าง กายเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะชุมนุม พร้อมเชิญชวนผู้มีใจศรัทธาร่วมอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

โดยอดีตพระพุทธะอิสระ โพสต์ข้อความช่วงหนึ่งว่า "พุทธะอิสระได้กราบเรียนหลวงพ่อผู้ คุ้นเคยกันไปว่า กระผมมิได้ละเมิดต่ออาบัติร้ายแรงจนทำ ให้ขาดจากความเป็นพระ ผมจึงไม่ยินดีกล่าวคำลาสิกขา ครั้นออกจากคุกมาแล้ว จึงตั้งใจว่าจักกลับมาห่มผ้าจีวรอีก พอดีมหาเถรสมาคมออกกฎขึ้นมาใหม่ว่า ภิกษุผู้ต้องโทษอยู่ในขณะคุมความประพฤติของทางราชการห้ามกลับเข้ามาบวชอีก จนกว่าจักหมดเวลาคุมความประพฤติ (ตามหมวด 3 ว่าด้วยหน้าที่พระอุปัชฌาย์ กฎ มส.17) ซึ่งกรณีของพุทธะอิสระ จักสิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติลงในวันที่ 29 ต.ค.62"

อดีตพระพุทธะอิสระระบุด้วยว่า "ขอถือโอกาสให้ความรู้ตามหลักพระธรรมวินัยเสียเลยว่า การที่ภิกษุจักพ้นจากความเป็นภิกษุได้นั้น มีเหตุอยู่ 3 ประการ คือ 1.มรณภาพ (ตาย) 2.ต้องอาบัติปาราชิก เรียกว่า อาบัติร้ายแรงชั่วหยาบ ไม่สามารถกลับเข้ามาเป็นพระได้อีกตลอดชีวิต เช่น ฆ่ามนุษย์ อวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีอยู่จริง และเสพเมถุน 3.กล่าวคำลาสิกขา"

อดีตพระพุทธอิสระระบุว่า "หลักการดังกล่าวมานี้ซึ่งก็ตรงกับคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6782/2543 ย่อความสั้นๆ ให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจง่ายว่า ภิกษุรูปหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับข้อหาเสพสารเสพติด และถูกบังคับให้กล่าวคำลาสิกขา แต่ภิกษุนั้นมิได้ยินยอม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวไปโรงพัก และบังคับให้ถอดจีวรพร้อมนำตัวไปคุมขังเพื่อส่งฟ้องต่อศาล เวลาต่อมาภิกษุรูปนั้นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จึงกลับไปห่มผ้าเหลืองอีก เจ้าหน้าที่และอัยการจึงนำตัวภิกษุนั้นไปฟ้องต่อศาลข้อหาแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ภิกษุนั้นต่อสู้คดี จนถึงศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยออกมาโดย สรุปได้ว่า (จากพฤติการณ์ดัง กล่าว จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ เนื่องจากจำเลยไม่สมัครใจลาสิกขา และการดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศโดยพลการของเจ้าหน้าที่ พนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่เจตนากระทำความ ผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น)

อีกทั้งมีกรณี พระพิมลธรรมแห่งวัดมหาธาตุ ถูกจับคุมขัง ข้อหา มีการกระทำเป็นคอมมิวนิสต์ และทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นเวลา ๔ ปี ท่านก็มิได้กล่าวคำลาสิกขาพอท่านพ้นโทษออกมา ท่านก็แสดงความปาริสุทธิในศีล ต่อหน้าคณะสงฆ์แล้วกลับเข้าไปห่มผ้าเหลือง จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ก่อนที่สมเด็จญาณสังวร จักได้รับการสถาปนาให้ได้เป็นพระสังฆราชต่อมา".


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ