คอลัมน์กาแฟดำ: ซีอีโอหัวเว่ย : เราจะไม่ ตกหลุมพรางของทรัมป์!

ข่าวทั่วไป 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

คุณเหริน เจิ้งเฟย์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของหัวเว่ย บริษัทยักษ์ของจีนด้านเทคโนโลยีแสดงความเห็นหลายเรื่องหลังจากที่ถูกสหรัฐกดดันด้านต่างๆในการให้สัมภาษณ์สกายนิวส์ของอังกฤษในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีหลายคำถามที่เขาให้คำตอบที่ค่อนข้างชัดเจน ประเด็นหนึ่งที่หลายคนอยากรู้คือ ความสัมพันธ์ระหว่างหัวเว่ยกับรัฐบาลจีนเป็นอย่างไร นักข่าวถามเขาว่า ตั้งแต่เกิดข้อพิพาทระหว่างสหรัฐกับหัวเว่ย เขาได้พูดคุยอะไรกับผู้นำจีนบ้าง เหริน เจิ้งเฟย์ ตอบน่าสนใจว่า"เราไม่ได้คุยอะไรกันเลย ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องคุยอะไรกัน ถ้าต้องคุยกันแสดงว่าเราตกหลุมพรางที่ทรัมป์วางไว้ ทรัมป์ต้องการให้จีนยอมยกผลประโยชน์บางอย่างเพื่อแลกกับความอยู่รอดของหัวเว่ย แล้วทำไมรัฐบาลจีนต้องทำเช่นนั้นเล่า พวกเราอยู่รอดได้ด้วยตัวพวกเราเอง สหรัฐบดขยี้เราไม่ได้

เขาบอกว่าแม้หัวเว่ยอาจจะต้องประสบช่วงเวลาลำบากกว่าที่คาดไว้ แต่จีนก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงในการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ

เขาเสริมอีกว่า"ในนามของหัวเว่ย ผมไม่อยากจะเป็นสาเหตุให้ประชาชนชาวจีนจะต้องได้รับผลกระทบ ผมมีเงินมากกว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศ ผมจะให้คนที่มีน้อยกว่าผมสู้กับทรัมป์แล้วเสียผลประโยชน์เพื่อผลประโยชน์ของพวกเราเองได้อย่างไรกัน ผมไม่ได้อยากให้เราต้องเข้าไปอยู่ในการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ พวกเราตัดสินใจที่จะสู้ด้วยกำลังของเราเอง พวกเราจะไม่เรียกร้องขอความช่วยเหลือ และเราเชื่อว่าเราจะชนะ...."

เหริน เจิ้งเฟย์ บอกนักข่าวฝรั่งคนนั้นว่า"คุณเป็นนักข่าวต่างชาติคนแรกที่มาเยี่ยมชมฮอลล์จัดแสดงที่ศูนย์จีเจีย ฝ่ายเทคนิคของเราเคยตั้งใจว่าจะไม่ให้นักข่าวเข้าเยี่ยมชมการแสดงแห่งนี้ ให้เข้ามาถ่ายรูปหรือบันทึกวิดีโอนี่จะไม่ให้เลยในตอนแรก เพราะพวกเขากลัวถูกนำความลับทางการค้าไปเปิดเผยต่อคู่แข่ง ผมคิดว่าเราไม่ต้องซ่อนอะไร ถ้าเรายืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง เราควรเปิดใจเข้าไว้ ดังนั้นตอนนี้คุณคือนักข่าวคนแรกของโลกที่ได้เยี่ยมชมฮอลล์จัดแสดง 5G ของเรา คุณได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอระหว่างการเดินชม เราต้องการแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเราอยู่รอดได้ แม้จะไม่มีการสนับสนุนจากสหรัฐ"

เหริน เจิ้งเฟย์ บอกว่า เขามั่นใจว่าหัวเว่ยจะยังเป็นผู้นำของโลกในอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า

"หลังจากนั้นเราไม่รู้ว่าบริษัทจะตกต่ำลงหรือเปล่า สหรัฐไม่ให้เราเข้าถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเขา เราจะค่อยๆ ร่วงโรยหรือจางไปแบบราชวงศ์ชิงหรือไม่"

ซีอีโอหัวเว่ยยอมรับว่า หากถูกอเมริกาบีบหนักๆ อีกหน่อยหัวเว่ยก็อาจจะตามเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ไม่ทัน "ก็ไม่แน่นะครับ"

เขาบอกว่า"ถ้าจะให้บอกสถานการณ์ตอนนี้ ผมหวังว่านักวิทยาศาสตร์ชาวจีนและสถาบันวิจัยต่างๆ ของจีนจะมองข้ามความเฟื่องฟูทางวิชาการ เพราะหากเราคิดว่าความเฟื่องฟูจะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ คนจะเลิกขวนขวายเรียนรู้อย่างจริงจัง"

เหริน เจิ้งเฟย์ เสริมว่า"ระหว่างช่วงเวลาที่ยากลำบาก พวกเราจะไม่ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลจีน ถ้าเราทำเช่นนั้น มันจะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐ แล้วเราจะทำไปทำไมกัน เราแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ ทำไมต้องให้รัฐบาลจีนมาต่อรองอะไรให้เราด้วย"

ที่เหริน เจิ้งเฟย์ ต้องออกมายืนยันว่าไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลจีนก็เพราะไม่ต้องการตอกย้ำภาพในโลกตะวันตกว่า จริงๆ แล้วรัฐบาลจีนคือเจ้าของหัวเว่ย

หัวเว่ยยืนยันมาตลอดว่าการเมืองกับธุรกิจต้องแยกจากกัน แต่เมื่อทรัมป์เอาการเมืองกับธุรกิจมาโยงเข้ากัน ก็ทำให้เกิดปัญหาพัวพันยุ่งยากอย่างที่เห็นกันนั่นแหละ

หัวเว่ยจะเดินหน้าเผชิญกับแรงกดดันของทรัมป์ต่อไปอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างกระชั้นชิดทีเดียว.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ