คอลัมน์เกษมราษฎร์: เจาะลึก 'วี-ลัค' บริษัทเจ้าปัญหาของ 'ธนาธร'

ข่าวทั่วไป 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ยังคงต้องตามกันต่อเนื่องกับคดีหุ้นสื่อของธนาธร หนึ่งในคดีของเจ้าตัวที่หลายคนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญได้นัดไต่สวนพยาน 10 ปาก ในคำร้องวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ของธนาธรกรณีถือหุ้นสื่อ โดยใช้เวลายาวนานในการนัดไต่สวน ย้อนกลับไปกรณีหุ้นสื่อเจ้าปัญหาเริ่มแรก บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เดิมชื่อบริษัท โซลิดมีเดีย (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งวันที่ 10 มกราคม 2551 ทุนล่าสุด 45 ล้านบาท ที่ตั้งอาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ เลขที่ 1768 หมู่ที่ 16 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เป็นการเบิกความ-ซักถาม-ไต่สวน ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะถูกพูดถึงไปอีกนาน กับตัวผู้ถูกร้อง ธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พรรคการเมืองสุดร้อนแรงแห่งยุคในยามนี้.

มีผู้ถือหุ้น 8 คน คุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือหุ้นใหญ่ 3,375,000 หุ้น จากทั้งหมด 4,500,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท ข้อมูลวัตถุประสงค์ แจ้งวัตถุที่ประสงค์ (แบบ ว.) 31 ข้อ แบ่งเป็นวัตถุที่ประสงค์ทั่วไป 6 ข้อ (ข้อ 1-ข้อ 6) วัตถุที่ประสงค์ประกอบธุรกิจบริการ 25 ข้อ (ข้อ 7-ข้อ 31) ข้อ (23) ประกอบกิจการออกหนังสือพิมพ์ โรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่าย ข้อ (25) ประกอบกิจการโฆษณาด้วยสื่อการโฆษณาทุกอย่าง เช่น โฆษณาในหนังสือพิมพ์ แผ่นป้ายโฆษณา สิ่งพิมพ์ ใบปลิว กระจายเสียงผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ โทรเลข เคเบิลทีวี โทรสาร การสื่อสารด้วยระบบดาวเทียม และสื่ออื่นใด ข้อ (26) รับออกแบบโฆษณา พิมพ์ภาพหรือแบบโฆษณา รับทำการโฆษณาด้วยภาพหรือทางเสียง

ข้อ (31) ประกอบกิจการให้บริการ ดำเนินการและส่งเสริมบริการระบบเครือข่ายโทรคมนาคมในประเทศ ระหว่างประเทศ รวมถึงระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรคมนาคมอื่นๆ รวมทั้งผลิตเว็บเพจ โฮมเพจ เว็บไซต์ ข้อมูลข่าวสารและสื่อต่างๆ เพื่อเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ โดยได้รับสิทธิหรืออนุญาตจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่แบบ สสช.1 หรือแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของห้างหุ้นส่วนบริษัท ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 83 (พ.ศ.2515) ยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 หมวดกิจกรรม ระบุการขายส่ง การขายปลีก และอื่นๆ ระบุสินค้า/บริการที่ประกอบการ 1 ข้อ คือประกอบกิจการออกหนังสือพิมพ์ โรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่ายข้อมูลงบการเงิน งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 รอบปี 2560 สินทรัพย์ 22,761,568.70 บาท รอบปี 2559 สินทรัพย์ 22,868,646.34 บาท

งบกำไรขาดทุน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ปี 2560 รายได้จากการขายและบริการ 18,536,225.33 บาท รายได้อื่น 290,175.73 บาท รายได้รวม 18,826,401.06 บาทปี 2559 รายได้จากการขายและบริการ 38,456,452.26 บาท รายได้อื่น 558,902.64 บาท รวมรายได้ 39,015,354.90 บาท หมายเหตุประกอบงบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560

ข้อ 1 ข้อมูลทั่วไป ระบุ "ประกอบธุรกิจผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม" ข้อ 3 นโยบายการบัญชีที่สำคัญ "ข้อ 3.1 การรับรู้รายได้และค่าใช้จ่าย บริษัทบันทึกการรับรู้รายได้จากการขายนิตยสารเมื่อผู้รับฝากขาย ขายนิตยสารได้แล้ว บริษัทบันทึกรับรู้รายได้ค่าโฆษณา ค่าสมาชิก รายได้อื่น และค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์คงค้าง"

ในส่วนของข้อมูลการถือหุ้น นับตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 - 21 มีนาคม 2562 มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น 5 ครั้ง โดยการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 4 วันที่ 12 มกราคม 2558 มีผู้ถือหุ้นจำนวน 10 คน คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาถือหุ้น จำนวน 675,000 หุ้น และ 225,000 หุ้น ตามลำดับ

พร้อมกับ ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ, สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ, บดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ณรงค์ศักดิ์ โอปิลันธน์, อรัญ วงศ์งามนิจ และกมลฉัตร จึงรุ่งเรืองกิจ ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 5 วันที่ 21 มีนาคม 2562 ธนาธร, รวิพรรณ, ณรงค์ศักดิ์, อรัญ วงศ์งามนิจ และกมลฉัตร จึงรุ่งเรืองกิจ รวม 5 คน ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้น และหุ้นจำนวนทั้งหมดของบุคคลดังกล่าวถูกโอนไปให้คุณสมพรจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ธนาธรชี้แจงว่าได้โอนหุ้นให้คุณสมพรตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562

ด้านข้อมูลการจดทะเบียนเลิกกิจการเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด โดยคุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจได้มอบอำนาจให้ฉัตรชัย เตชะมนตรีกุล ยื่นคำขอจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชี บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยแนบเอกสารรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2562 ณ บ้านเลขที่ 43/10 หมู่ที่ 6 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ยื่นแสดงเป็นหลักฐาน

ทั้งนี้ รายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นฉบับดังกล่าวระบุว่า มีผู้ถือหุ้นและผู้รับมอบฉันทะเข้าร่วมประชุมจำนวน 5 คน นับจำนวนหุ้นได้ 4,500,000 หุ้น นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธานที่ประชุม วาระพิจารณาให้เลิกบริษัท นางสมพรแถลงว่าเนื่องจากบริษัทมีผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ที่ประชุมพิจารณาว่าจะเลิกบริษัทหรือไม่ ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้เลิกบริษัทตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2562

อย่างไรก็ตาม มีคดีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัครเนื่องจากขาดคุณสมบัติ กรณีเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นสื่อมวลชน ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาจำนวนทั้งสิ้น 10 คดี แบ่งเป็นคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเห็นชอบกับคำวินิจฉัยของ กกต. 9 คดี และเป็นคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าผู้สมัครไม่ขาดคุณสมบัติ ให้ กกต.ประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส. 1 คดี

ซึ่ง 2 ใน 9 ราย มีผู้สมัครถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือจำหน่าย และออกหนังสือพิมพ์ แบบเดียวกับบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด คือ 1.คดีของคมสัน ศรีวนิชย์ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ที.เอ็ม.อินเตอร์เนชั่นแนล อิมพอร์ท เอ็กซ์พอร์ท จำกัด และ 2.คดีของภูเบศวร์ เห็นหลอด เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส

โดยคดีนายภูเบศวร์ยังเพิ่มวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับสื่ออีกหนึ่งข้อ คือ แจ้งบริคณห์สนธิ (ข้อ 43) ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ รับจัดทำสื่อโฆษณา สปอตโฆษณา เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารทุกประเภท ให้แก่บุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล ส่วนราชการ และองค์การอื่นๆ ของรัฐ ทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

3 คดี คือ คดีของอนุสรณ์ เกษมวรรณ เจ้าของหนังสือพิมพ์ชื่อ สื่อกลางสภาไทย คดีของสุวัฒน์ชัย สวัสดี เจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ โคราชการเมือง และคดีของทวีป ขวัญบุรี เจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ สื่อกลางรายวัน ทั้งสามคนรับว่าเป็นเจ้าของจริงแต่หยุดตีพิมพ์มาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว แต่ไม่ได้จดทะเบียนยกเลิกต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ศาลฎีกาวินิจฉัยถือว่ายังเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส.

ส่วนอีก 4 คดีมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน คือ คดีของติณณ์ ศรีงาม เจ้าของหนังสือพิมพ์ สื่อศิลป์เมืองกำแพง ผู้สมัครเป็นเจ้าของสื่อ แต่แจ้งยกเลิกภายหลังการสมัคร ส.ส., คดีของอรชุน ประสิทธิ์สมบัติ เจ้าของหนังสือพิมพ์ของบริษัท คลื่นเสียงอ่างทอง อ้างว่าถือหุ้นจริงแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการของหนังสือพิมพ์ของบริษัท, คดีของรวิพล หินผาย หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.รวิพลเรดิโอ และ หจก.ทุ่งแกเรดิโอ ทำวิทยุชุมชนใน จ.อุดรธานีและหนองคาย อ้างว่ายังไม่ได้รับแจ้งการอนุญาตจึงไม่สามารถเปิดกิจการได้ และคดีของวิวิธชิตวัน สุวรรณรัตน์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ อ่าวไทย วอยซ์ อ้างว่าได้ลาออกจากการเป็นบรรณาธิการและเจ้าของหนังสือพิมพ์ก่อนยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แต่ไม่มีหลักฐานการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลของเจ้าหน้าที่ จึงยังคงอยู่ในฐานะเจ้าของกิจการ

ถ้าพิจารณาจากวัตถุประสงค์ คดีที่คล้ายกับบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อย่างน้อย 2 คดี คือ คดีคมสัน ศรีวนิชย์ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ที.เอ็ม.อินเตอร์เนชั่นแนล อิมพอร์ท เอ็กซ์พอร์ท จำกัด และคดีภูเบศวร์ เห็นหลอด เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส โดย 3 คดี คือ คดีอนุสรณ์ เกษมวรรณ, คดีสุวัฒน์ชัย สวัสดี และคดีทวีป ขวัญบุรี ทั้งสามคนรับว่าเป็นเจ้าของจริงแต่หยุดตีพิมพ์มาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว แต่ไม่ได้จดทะเบียนยกเลิกต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันตาม พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ศาลฎีกาวินิจฉัยถือว่ายังเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส.

ก็ต้องมาลุ้นกันว่า พยานฝั่งธนาธรจะช่วยให้เจ้าตัวอยู่รอดในสนามการเมืองได้หรือไม่ หรือถ้ารอดแล้วยังมีคดีต่อไปที่ต้องเผชิญกับเรื่องให้เงินกู้แก่พรรคอนาคตใหม่ ก็ถือว่าเป็นมรสุมที่โหดเอาการอยู่สำหรับเสี่ยเอก.

5 ประเด็นสำคัญ คำเบิกความ 'ธนาธร'

ภาพรวมการไต่สวนคดีของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม ในคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นส.ส.ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย ก่อนลงเลือกตั้ง อันเข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.หรือไม่

ที่เป็นไปตามคาดคือ "แม่-ภรรยา-เครือญาติ" ของธนาธร ที่มีชื่อในการทำธุรกรรมการโอนหุ้นบริษัท วีลัคฯ ดังกล่าว ตามที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ถูกศาลรัฐธรรมนูญทำหนังสือเรียกมาเป็นพยานเบิกความเพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนในฐานะพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง (ธนาธร) รวมด้วยกัน 10 ปาก ประกอบด้วย 1.ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2.นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร 3.นางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยานายธนาธร 4.ปิติ จรุงสถิตย์พงศ์ หลานชายนางสมพร 5.ทวี จรุงสถิตย์พงศ์ หลานชายนางสมพร 6.นางลาวัลย์ จันทร์เกษม พนักงานบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด 7.นางกานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด 8.ณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ 9.พิพัฒพงศ์ รุจิตานนท์ ทนายความ 10.ชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถของนายธนาธร

ไฮไลต์สำคัญของการไต่สวนพยานดังกล่าวก็คือ การขึ้นเบิกความของธนาธรที่มีการถ่ายทอดการไต่สวนจากห้องพิจารณาคดีออกมาข้างนอกให้สื่อมวลชนและผู้สนใจติดตามรับชมได้ตลอดการไต่สวน

เนื้อหาโดยสรุปที่ธนาธรชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นไปตามที่ธนาธรและแกนนำพรรคอนาคตใหม่ อย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค อธิบายต่อสาธารณชนมาตลอดก่อนหน้านี้ คือการเน้นว่าได้มีการทำธุรกรรมการโอนหุ้นก่อนการลงสมัครรับเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญที่สรุปได้ถึงการชี้แจงและการไต่สวนขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลางห้องพิจารณาคดี ตลอดช่วงที่ธนาธรขึ้นเบิกความ มี 5 ประเด็นหลักดังนี้

1.การโอนหุ้นบริษัท วีลัคฯ ที่ทำธุรกิจเช่น รับจ้างผลิต JIB-jib MAGAZINE ให้ NokAir เป็นเจ้าของนิตยสาร Who ที่เลิกไปแล้ว และมีนางรวิพรรณ เป็นอดีตบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ได้ดำเนินการโดยถูกต้อง เพราะมีการโอนหุ้นทั้งหมดของตนเองและภรรยาให้กับนางสมพรก่อนการเลือกตั้ง

2.มีพยานหลักฐานยืนยันการทำธุรกรรมดังกล่าว ทั้งพยานบุคคล เช่น ทนายความ พนักงานบริษัทเครือไทยซัมมิทฯ ที่เป็นพยานในวันโอนหุ้น คนขับรถส่วนตัวที่ขับรถกลับจากการหาเสียงที่บุรีรัมย์มายังบ้านพักในบ้านพักเลคไซด์วิลล่า รวมถึงพยานเอกสารที่ไม่สามารถทำย้อนหลังได้ คือ ใบสั่งและอีซีพาส ในการเดินทางจากบุรีรัมย์กลับกรุงเทพฯ วันโอนหุ้นเมื่อ 8 มกราคม 2562 ไม่ใช่เพิ่งโอนหุ้นให้นางสมพร เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2562 ก่อนวันออกเสียงเลือกตั้งแค่สามวันอย่างที่สังคมเข้าใจ

3.เป็นผู้บริหาร นักธุรกิจ มีธุรกิจในการดูแลรับผิดชอบหลายอย่าง มีหุ้นในบริษัทต่างๆ จำนวนมากร่วม 30 แห่ง ดังนั้น รายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องงานและเอกสารทางธุรกรรม เช่น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น การส่งเอกสารให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ทางธุรการที่จะไปดำเนินการหลังจากได้เซ็นเอกสารต่างๆ เช่น การไปยื่นต่อกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่เรื่องของผู้บริหารต้องไปรับรู้ทุกขั้นตอน และการบริหารงานในบริษัทจะแยกบทบาทกับคนในบ้านเดียวกันคือ ภรรยา นางรวิพรรณ และเรื่องทางการเงิน ก็มอบหมายให้ภรรยารับผิดชอบเรื่องการเงินของครอบครัวทั้งหมด จึงทำให้เงินที่ได้รับโอนหุ้นที่มีการสั่งจ่ายเป็นเช็ค 6 ล้านบาท แม้จะโอนหุ้นเดือนมกราคม แต่ไปขึ้นเงินเดือน พ.ค. จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย อีกทั้งที่ขึ้นเงินช้า เพราะครอบครัวมีฐานะ ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

4.การไต่สวนของอนุกรรมการไต่สวนของ กกต.และการลงมติและส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญของ กกต. ดำเนินการโดยไม่ถูกต้อง ไม่ให้ความเป็นธรรม ในการสรุปสำนวนและส่งมายังศาลรัฐธรรมนูญ

5.ยืนยันที่เข้ามาทำงานการเมืองจะไม่ให้มีเรื่องของผล ประโยชน์ทับซ้อนเหมือนเช่นกรณี ทักษิณ ชินวัตร และต้องการให้ศาล รธน.ตัดสินคดีในทางที่เป็นคุณกับตัวเอง เพื่อจะได้เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ทางการเมือง ทั้งนี้ ประเด็นที่ตุลาการศาล รธน.ให้ความสนใจ เทน้ำหนักในการซักถามมากที่สุด จับทิศทางได้ว่า มุ่งไปที่ "ข้อกังขา" เหมือนกับที่หลายคนสงสัยก่อนหน้านี้ว่า ในการเซ็นโอนหุ้นของธนาธรกับภรรยา ที่เป็นอดีตรองประธานบริษัท วีลัคฯ ให้กับนางสมพร การที่นายธนาธรอ้างว่าได้โอนหุ้นให้นางสมพร ก่อนที่ต่อมานางสมพรจะโอนหุ้นให้กับหลาน สองคนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับธนาธร การที่ธนาธรอ้างว่าเซ็นโอนหุ้นตรงกับวันที่ 8 มกราคม ทั้งที่วันดังกล่าวธนาธรไปหาเสียงที่จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วไปทำธุรกรรมดังกล่าวได้อย่างไร

คำชี้แจงของ "ธนาธร" ถึงข้อซักถามดังกล่าว เขาระบุไว้กลางห้องพิจารณาคดีตอนหนึ่งดังนี้

"วันดังกล่าวไม่ใช่เป็นวันพิเศษอะไร ครอบครัวของผมมีบริษัทจำนวนมาก พอสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง จึงลาออกจากทุกตำแหน่งในภาคธุรกิจ เริ่มต้นตั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 ยืนยันว่าจำไม่ได้จริงๆ ว่ามีตารางนัดลงพื้นที่หาเสียงก่อน หรือนัดเซ็นโอนหุ้นก่อน แต่มีปฏิทินการทำงานว่าช่วงใดจะลงพื้นที่ใด

โดยปกติสามารถทำงาน 2 อย่างได้ภายในวันเดียวกัน ตอนทำงานในภาคธุรกิจทำงานหนักกว่านี้ ดีกว่านี้

วันดังกล่าวออกจากบุรีรัมย์ในเวลา 11.00 น. และนั่งรถยนต์มากลับนายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถเพียง 2 คน ไม่มีพยานอื่นๆ เดินทางกลับมาด้วย โดยหลับมาตลอดทาง ระหว่างการเดินทางไม่ได้โทรศัพท์พูดคุยหรือติดต่อกับใครเลย เพราะได้นัดหมายกับทนายความไว้แล้วในเวลา 17.00 น. โดยเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ประจำคือ หมายเลข 08-1822-2250 ทั้งนี้ ระหว่างที่อยู่ใน จ.บุรีรัมย์ได้ใช้โทรศัพท์คุยกับใครบ้างหรือไม่นั้น จำไม่ได้"

"ระหว่างการเดินทางมีข้อเท็จจริง 2 จุด คือรถยนต์ฮุนได หมายเลขทะเบียน 8839 ถูกจับความเร็วที่นางรอง และ อ.คลองหลวง ก่อนจะถึงบ้านพักเลคไซด์วิลล่า ซึ่งเป็นจุดนัดทำสัญญาโอนหุ้นวี-ลัค มีเดีย ในเวลา 16.00 น. เมื่อตนกลับถึงบ้านก่อนเวลานัด จึงได้ไปทักทายภรรยาและทนายความ รอจนถึงเวลานัด 17.00 น. เมื่อนางสมพร นางลาวัลย์ จันทร์เกษม นางกานต์ฐิตา อ่วมขำ และนายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ เดินทางมาถึงแล้ว จึงเซ็นโอนหุ้นโดยรับรู้เฉพาะส่วนของการเซ็นโอนหุ้นเท่านั้น หลังจากการเซ็นโอนหุ้นยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีกเลยจนสมัครรับเลือกตั้ง"


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ