เวิร์กช็อปวิถีไทยจุดประกายนวัตกรจิ๋ว เวทีฮอนด้าซูเปอร์ไอเดียคอนเทสต์

ข่าวบันเทิง 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

อย่างที่ทราบกันดีว่า วิถีชีวิตคนไทยใน ปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทั้งอาหารการกิน การดำเนินชีวิต แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่น วิถีชาวนา จากเดิมที่เคยดำนา เกี่ยวข้าว โดยใช้กำลังกายแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่ปัจจุบันแทบไม่เห็นภาพเหล่านั้นแล้ว เพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างความสะดวกสบายมากขึ้น ทั้งรถไถนา รถเกี่ยวข้าว รถสีข้าว เป็นต้น ทำให้วิถีทำนาแบบดั้งเดิมนั้นค่อยๆ หายไป และเยาวชนรุ่นใหม่อาจจะไม่ได้เห็นแล้ว บรรยายใต้ภาพ ครูธานี หอมชื่น

ทั้งนี้ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จัดโครงการ "ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2019" ขึ้นเป็นครั้งที่ 15 เป็นโครงการที่คัดเลือกเด็กทั่วประเทศที่มีอายุไม่เกิน 12 ปี และศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ที่ส่งผลงานออกแบบสิ่งประดิษฐ์แก้ปัญหาอะไรก็ได้จากความคิด และจินตนาการแบบไม่มีผิดหรือถูกลงบนกระดาษ และคัดเลือกจำนวน 30 ผลงาน โดยแบ่งเป็นผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 15 คน และผู้ได้รับรางวัลชมเชยประจำภาค 15 คน มาร่วมทำกิจกรรมเวิร์กช็อป "Super Idea.Super Camp: ปลุกพลังคิด(ส์) เนรมิตไอเดียกระหึ่มโลก" ที่ค่ายเยาวชน ณ บ้านนาครูธานี จังหวัดปทุมธานี แหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาแบบโบราณ โดยกิจกรรมปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 ต.ค.ที่ผ่านมา

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฮอนด้าได้จัดโครงการฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ ในการเป็นเวทีให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์และเป็นแรงบันดาลใจในการมุ่งมั่นทำตามความฝันของตนเอง เพราะเราเชื่ออยู่เสมอว่าหากจินตนาการของเยาวชนได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจะก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ไม่รู้จบ สำหรับปีนี้ครบรอบปีที่ 15 ของโครงการ มีน้องๆ จากทั่วประเทศร่วมส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมด 26,909 ผลงาน ได้ทำการคัดเลือกเหลือเพียง 30 ผลงาน และเยาวชนเจ้าของผลงานได้เข้าร่วมค่ายเวิร์กช็อปเพื่อเรียนรู้ทักษะต่างๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสามารถต่อยอดไปใช้ในชีวิตประจำวัน และประดิษฐ์สิ่งของตามรูปแบบผลงานที่ส่งเข้ามายังโครงการ

สำหรับบ้านนาครูธานี จังหวัดปทุมธานี ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่โครงการได้พาเยาวชนร่วมเข้าค่ายและเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวนาแบบโบราณ โดยบ้านครูธานีแห่งนี้ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทุกคนจะได้รู้จักกับการทำนาหลายรูปแบบ เช่น การนวดข้าวโดยการย่ำด้วยคนหรือควาย เพื่อให้เมล็ดข้าวออกจากรวง การตำข้าวด้วยครกตำมือ การฟาดข้าว การสีด้วยการใช้เครื่องสีฝัด ที่ใช้แรงคนหมุน เทคนิคต่างๆ และการให้ความรู้เรื่องควายพาหนะสำคัญในการทำนาสมัยก่อน และอีกมากมาย

ครูธานี หอมชื่น วิทยากรและเจ้าของศูนย์การเรียนรู้บ้านนาครูธานี เล่าว่า เด็กๆ ทุกคนที่เข้ามาจะเห็นบ้านเรือนไทย ให้ทุกคนได้เรียนรู้องค์ประกอบของเรือนที่สร้างขึ้นตามคติความเชื่อเรื่องของคนในสมัยก่อน เด็กๆ จะได้เริ่มต้นด้วยการไหว้พระบนเรือนเพื่อสอนให้เขารู้จักขนบธรรมเนียมไทย คือการให้เกียรติเจ้าของบ้าน แล้วก็ให้สำนึกบุญคุณปู่ย่าตายายที่ถ่ายทอดเรือนหลังนี้มา จากนั้นจึงจะได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตชาวนาว่ามีความสำคัญอย่างไร ทั้งในแง่ของการทำให้เราอิ่มท้อง แล้วก็ประเพณีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมต่างๆ วิถี คติความเชื่อที่เกี่ยวกับข้าว แต่สำหรับกิจกรรมที่เด็กๆ ในค่ายจะได้รับครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องข้าว แต่จะได้เรียนรู้กิจกรรมในวัยเด็กของคนสมัยก่อนด้วย กับของเล่นพื้นบ้านที่หายากเพื่อให้เห็นความมหัศจรรย์ของภูมิปัญญาคนสมัยก่อน เช่น "กำหมุน" เป็นของเล่นที่ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งมีสูตรในการทำ มีหลักวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาเกี่ยวข้องในขั้นตอนการประดิษฐ์ หรือเรียกชื่อกำหมุนอีกชื่อคือ คอปเตอร์ไม้ไผ่ เป็นการดึงเชือกทำให้ใบพัดหมุน ในลักษณะเดียวกันกับล้อและเพลา โดยออกแรงที่ก้านไม้ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพลาหลังและจากปล่อยเชือกแล้วใบพัดก็ยังคงหมุนต่อไปเพราะความเฉื่อย แบบเดียวกับการถีบจักรยาน แม้หยุดถีบล้อก็ยังคงหมุนสักพักด้วยความเฉื่อย การหมุนของใบพัดจะม้วนเชือกกลับเข้าไปเก็บรอบก้านไม้ ทำให้เราสามารถดึงเชือกให้ใบพัดหมุนต่อไปได้ทันที โดยจะมีการหมุนที่สลับทิศไปมา ดึงได้ทั้งวัน ถ้าเด็กๆ ได้เล่นก็จะเป็นประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อ แขน เรื่องของการระมัดระวัง และการออกแบบสำหรับแข่งขันที่พวกเขาจะต้องประดิษฐ์เอง รวมถึงการรู้จักนำทรัพยากรที่อยู่รอบๆ ตัวมาใช้ประดิษฐ์ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล และใช้กระบวนการวิทย์ คณิตฯ มาช่วย

"จริงๆ ของเล่นสมัยก่อนมีเยอะมาก ที่เด็กไทยยุคนี้ไม่มีโอกาสได้เล่นแล้ว เพื่อที่เขาจะได้นำไปต่อยอด ผมมองว่าของเล่นโบราณมันเป็นทักษะพื้นฐานของนายช่าง หรือคนที่จะไปประกอบอาชีพงานฝีมือในอนาคต เพราะกิจกรรมครั้งนี้เด็กได้เรียนรู้ถึงการเลือกไม้ การใช้มีด เลื่อย ตั้งแต่เล็กๆ จากนั้นเขาก็จะเกิดแรงบันดาลใจนำไปสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เขาวาดส่งเข้ามาในโครงการ แล้วก็รู้จักใช้วัสดุธรรมชาติรอบตัวมาใช้ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาผมมักจะบอกกับน้องๆ เสมอว่า สิ่งประดิษฐ์ที่ทำมาไม่ว่าจะเพื่อใครก็ตาม อย่าคำนึงถึงแต่ความสะดวกสบายอย่างเดียว ให้คำนึงถึงวิถีศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของเขาด้วย" ครูธานีกล่าว

ส่วนกิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งนี้ประกอบด้วย "เรื่องเล่าจากสายลม" โดยครูธานี หอมชื่น และทีม Mad Science ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้เยาวชนได้สนุกไปกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ พร้อมฝึกฝนทักษะการสังเกต การตั้งสมมติฐาน การทดลอง และการสรุปผล ต่อด้วยกิจกรรม "โมเดลลึกลับ" โดยครูอ่ำ อนุรักษ์ สุขนันทศักดิ์ จากรายการ Art Club ที่มาสอนการสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ รวมถึงเทคนิคการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ รวมทั้งกิจกรรม "รุ่นพี่ที่หายไป" โดยรุ่นพี่ในโครงการมาร่วมแบ่งปันแนวคิด รวมถึงบอกเล่าประสบการณ์ ความประทับใจ อีกทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ กิจกรรม "บ่อโคลน" กิจกรรมที่น้องๆ จะได้สัมผัสความสนุกสนานแบบวิถีไทย ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5

ด้าน เด็กชายสิโรฒม์ จันทรัตติยากานต์ นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยา กทม. ได้เล่าความรู้สึกถึงการร่วมกิจกรรมว่า ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการเป็นครั้งที่ 4 แล้ว เพราะชอบคิดสิ่งประดิษฐ์ และรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ทำ ครั้งนี้ส่งผลงานโมเดลชื่อ กล่อง GPRS มอเตอร์ขึ้นมา เป็นกล่องที่ตรวจจับรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่ขึ้นบททางเดินเท้า เนื่องจากว่าทุกๆ วันที่เดินอยู่ มักจะเห็นรถจักรยานยนต์ขับขี่ขึ้นมาบนทางเท้า เลยรู้สึกกลัวว่าวันหนึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อตนเองและคนอื่น จึงอยากให้มีกล่องนี้ขึ้นมา โดยที่กล่องนี้จะติดตั้งบนทางเท้าหรือเสาไฟฟ้า เมื่อพบเห็นรถวิ่งขึ้นมา กล่องก็จะจับเลขทะเบียนรถ แล้วส่งสัญญาณดาวเทียมไปยังขนส่ง และขนส่งก็จะส่งไปยังตำรวจอีกทีหนึ่ง แล้วให้ตำรวจทำหน้าที่เพื่อแก้ปัญหานี้ให้หมด

ขณะที่ เด็กหญิงนิธิชชนันทน์ สันทัดเสรีอนันต์ นักเรียนชั้น ป.4/1 โรงเรียนแม่พระฟาติมา กทม. กล่าวว่า เป็นครั้งที่สองที่ได้ส่งผลงานเข้ามา ที่ตัดสินใจเข้าร่วมเพราะคุณครูชักชวน แล้วเปิดโอกาสให้ไปญี่ปุ่น ซึ่งอยากไปญี่ปุ่นมาก เพราะญี่ปุ่นมีอะไรน่าสนใจมากมาย ทั้งเรื่องหุ่นยนต์ ตุ๊กตา การ์ตูน และเราก็ชอบคิดสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งครั้งก่อนเคยคิดผลงานหวีเปลี่ยนสีผมขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาของสุขภาพผมของคุณแม่ และครั้งนี้ส่งเรื่อง 'ต้นไม้ดับไฟ' ผลงานชิ้นนี้คิดขึ้นมาจากปัญหาไฟไหม้ป่าอเมซอน เป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นเพื่อเป็นแนวกันไฟไม่ให้ไฟลุกล้ำป่าอีก แล้วต้นไม้กันไฟนี้จะมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ออกมาให้ไฟดับ ลดปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปได้ส่วนหนึ่ง

น้องๆ ผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 15 คนสุดท้าย จะมีโอกาสได้นำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการของโครงการอีกครั้ง ณ ลานอีเดน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ 9 ธ.ค.2562 เพื่อชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาท จำนวน 1 รางวัล และรางวัลรองชนะเลิศอีก 5 รางวัล รวมทั้งหมด 6 รางวัล นอกจากนี้โครงการยังจะมอบรางวัล "ครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ" จำนวน 2 รางวัลให้กับครูที่ปรึกษาของน้องๆ และจะได้รับโอกาสการร่วมเดินทางไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์กับเยาวชนชาวญี่ปุ่น ณ ประเทศญี่ปุ่น ในเดือน มี.ค.2563 ต่อไป.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ