ต้องเร่งราฟืนออกจากเตา ก่อนเสาหลักประเทศจะเสียหายไปกว่านี้

ข่าวทั่วไป 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมือง ไม้ขม รายงาน

สถานการณ์ที่ร้อนแรง และเป็นประเด็นที่ซ้ำเติมความไม่สงบและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชาชนทั่วประเทศ ไม่เฉพาะแต่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ความสนใจ นอกจากเรื่องของผู้พิพากษาที่ใช้อาวุธปืนทำร้ายตนเองหน้าบัลลังก์ ในการออกนั่งพิพากษาคดีที่ศาลจังหวัดยะลาแล้ว อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ เรื่องที่ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 มอบอำนาจให้นายทหารฝ่ายกฎหมายของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความเพื่อ เอาผิด กับ 7 พรรคการเมือง นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม 12 คน ซึ่งขึ้นเวทีในการ สัมมนา ทางวิชาการในหัวข้อ พลวัตการดับไฟใต้ ในเวที พรรคฝ่ายค้านพบประชาชน ที่ลานวัฒธรรม หน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี เมื่อบ่ายวันที่ 28 กันยายน 2562 ในความผิดกฎหมาย มาตรา 116 ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐ นั่นคือการปราศรัยที่มีลักษณะ "ปลุกปั่นยุยง" ให้เกิดความแตกแยก และอาจจะนำมาซึ่งการก่อการร้าย หลักใหญ่ใจความที่กลายเป็น ประเด็น ที่ฝ่าย ทหาร เห็นว่าเป็นความผิด คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 1 นั่นเอง

ต่อมาตัวแทนของ 7 พรรคการเมือง ซึ่งเห็นว่าการปราศรัยกับประชาชน เมื่อบ่ายวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นการนำเสนอที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้เป็นการปลุกปั่น ยุยง เพื่อสร้างความแตกแยกแต่ประการใด และเห็นว่าการที่ถูกฝ่ายความมั่นคงแจ้งความเอาผิดตามมาตรา 116 เป็นการ กลั่นแกล้ง และ 7 พรรคการเมืองได้ดำเนินการแจ้งความ เอาผิด กับแม่ทัพภาคที่ 4 และตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ จึงกลายเป็นประเด็นของ ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกย่อมแหลกลาญ ไปด้วยเพราะการออกมา ตั้งประจัน ระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายค้านกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ย่อมไม่เป็นผลดีกับสถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นการ ซ้ำเติม สถานการณ์ที่รุนแรงอยู่แล้วให้มีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะพรรคการเมืองย่อมมี มวลชน ให้การสนับสนุน และย่อมมีการ ขับเคลื่อน ซึ่งเป็น พลวัต ที่ ทหาร ไม่มีหรือมี ก็ยากในการที่จะ ขับเคลื่อน และยากที่จะได้รับความเชื่อถือจากสังคมดังนั้นไม่ว่าในมุมมองของ ทหาร จะเห็นว่าเวทีของฝ่ายค้านผิดกฎหมาย ตามมาตรา 116 ที่จำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยยึดกฎหมายเป็นที่ตั้ง แต่กว่าที่ขบวนการ ยุติธรรม จะตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด ยังต้องใช้เวลาที่ยาวนาน อย่างน้อย 3-5 ปี จึงจะจบขบวนการของศาลสถิตยุติธรรม เพราะฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็เชื่อว่า สิ่งที่ได้ดำเนินการไปไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด เพราะไม่ได้ ฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยข้อเท็จจริง ฝ่ายค้าน 7 พรรค ได้เปิดเวทีฝ่ายค้านพบประชาชนไปแล้วใน 3 ภาคด้วยกัน และเวทีที่ จ.ปัตตานี เป็นเวทีสุดท้าย และในทุกเวทีก็มีการนำเสนอในประเด็นของการ แก้รัฐธรรมนูญ ทุกเวที แต่ไม่มีการแจ้งความเพื่อ เอาผิด เพราะใน 3 ภาคที่พรรคฝ่ายค้านไปเปิดเวทีเสนอแนวทางแก้รัฐธรรมนูญนั้น ไม่เหมือนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีลักษณะอ่อนไหว มีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่เป็นเหตุของความไม่สงบ โดยมีการก่อการร้ายจากขบวนการบีอาร์เอ็น

และที่สำคัญ การลงมติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือกลุ่มประชาชนที่ลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างท่วมท้น โดยประชาชนใน จ.ปัตตานี ลงมติไม่รับ 75 เปอร์เซ็น จ.ยะลา 65 เปอร์เซ็น และ จ.นราธิวาส 63 เปอร์เซ็น เมื่อพรรคฝ่ายค้านนำเสนอในประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ จึงได้รับการขานรับอย่างท่วมท้น รวมทั้งมีการอภิปรายถึงปัญหาของ ไฟใต้ ที่ถูกนักการเมือง นักวิชาการ บนเวทีกล่าวว่า ปัญหา ไฟใต้ ไม่มี พลวัต ในการขับเคลื่อนแต่อย่างใด แม้ผู้พูดบนเวทีทุกคนจะไม่มีเจตนา ในการ ปลุกระดม แต่ก็มีลักษณะที่ หมิ่นเหม่ ในการที่ถูกนำไป ตีความ เป็นอย่างอื่น

ผลที่ติดตามมา นอกจาก ทหาร โดยแม่ทัพภาคที่ 4 จะมอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไปแจ้งความดำเนินคดีกับ 7 พรรคการเมือง นักวิชาการ และผู้แทนภาคประชาสังคม แล้ว 7 พรรคการเมืองก็ดำเนินการแจ้งความกับแม่ทัพภาคที่ 4 ในข้อหาใส่ร้าย แจ้งความเท็จ และเรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เพราะนักวิชาการทั่วประเทศได้ออกมา ขับเคลื่อน ไม่เห็นด้วย ในประเด็นที่ ทหาร แจ้งความดำเนินคดีกับนักการเมือง นักวิชาการ และล่าสุดตัวแทนเครือข่ายนักวิชากา เพื่อสิทธิพลเมือง จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จำนวน 270 คน ได้ยื่นแถลงการณ์ต่อตัวแทนของตำรวจ ที่ สภ.เมือง ปัตตานี เรียกร้องให้พนักงานสอบสวนยึดหลักสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และการสั่งไม่ฟ้องในมาตรา 116

นอกจากนั้นในส่วนของภาคประชาสังคมในพื้นที่ก็ค่อนข้างจะ หวั่นไหว กับการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ใช้กฎหมายมาตรา 116 แจ้งความจับผู้ที่แสดงความคิดเห็นต่อขบวนการดับ ไฟใต้ ซึ่ง ยึดโยง กับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเชื่อว่าการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ใช้กฎหมายมาตรา 116 เพื่อ จัดการกับผู้แสดงความคิดเห็น จะส่งผลกระทบต่อเวทีการ พูดคุย เพื่อสร้าง สันติสุข ในพื้นที่อย่างแน่นอน และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีบีอาร์เอ็นเป็นหัวขบวนในการทำ ไอโอ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อต่อประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้อง ไม่พลาด ที่จะหยิบเอากรณีที่เกิดขึ้น ที่เป็นความ ขัดแย้ง ระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อขบวนการ ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับหน่วยงานของต่างประเทศ อย่าง ไอซีอาร์ซี ซึ่งมีสำนักงานใน จ.ปัตตานี เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะต้องใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ของ ไอซีอาร์ซี ซึ่งผู้ที่ สันทัดกรณีในเรื่อง ไฟใต้ ต่างวิตกกังวลต่อบทบาทของ ไอซีอาร์ซี ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง

ในส่วนของภาคประชาชนนั้นไม่ต้องกล่าวถึง เพราะดูจากประชาชนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ก็พอจะประเมินสถานการณ์ได้ว่า คนเหล่านี้จะเลือกยืนอยู่ข้างไหน ระหว่างกลุ่มนักการเมือง นักวิชาการ และฝ่ายความมั่นคง เช่น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

ก็คงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า กรณีนี้จะทำให้งาน การเมือง ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้รับผลกระทบอย่างไรหรือไม่ และหากติดตามดูก็จะพบว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พยายามที่จะแก้เกมนี้ด้วยการ จัดตั้ง มวลชนที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าให้การสนับสนุนทางการเงิน ในการทำโครงการต่างๆ ให้ออกมา ขับเคลื่อน ในเรื่องของการสนับสนุน และเห็นด้วยกับการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ และไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งในประเด็นนี้ต้องติดตามกันให้ดีว่า เป็นการเริ่มต้นของการทำ สงครามมวลชน ที่อาจจะนำมาซึ่งความเป็น ฝักฝ่าย มากขึ้นหรือไม่ และแทนที่จะเป็นการสร้างความ ปรองดอง ก็อาจจะกลายเป็นการสร้างความ แตกร้าว ในพื้นที่ให้มีความรุนแรงยิ่งขึ้นหรือไม่

ท้ายสุดคือรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องหาทางออกจากความ ขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น เพื่อที่อย่าให้ความ ขัดแย้ง ครั้งนี้ ลุกลาม ไปไกลกว่าที่ฝ่ายความมั่นคงคาดคิด วันนี้ ไฟใต้ กองเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรุนแรงจากการใช้อาวุธในการฆ่าทหาร ตำรวจ กองกำลังท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และประชาชนที่ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดับ ไฟใต้ เรื่องของ สิทธิมนุษยชน และของ เสรีภาพ และการ ซ้อมทรมาน เรื่องการ บังคับใช้กฎหมาย อย่างเท่าเทียม ที่ทุกเรื่องคือ กองไฟ ที่ยังดับไม่ได้ แล้วยังมีการก่อไฟกองใหญ่ขึ้นมาอีกกอง ซึ่งหากทุกฝ่ายทำหน้าที่ เพิ่มฟืนในเตา ให้ระวังว่าสถานการณ์ของ ไฟใต้ จะ เลวร้าย ยิ่งขึ้น

แน่นอน กรณีที่เกิดขึ้นอาจจะไม่มีใครผิด ใครถูก อาจจะไม่ได้มี ใบสั่ง และอาจจะไม่มีเจตนาร้าย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องมี เจ้าภาพ ในการทำหน้าที่ ชักฟืนออกจากเตา เพื่อหยุดการ โชนแสง ของ ไฟใต้ กองนี้โดยเร็ว ก่อนที่ไฟกองนี้จะ ลุกลาม จนต้องหา แพะ มา บูชายัญ เป็นทางออกสุดท้าย.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ