คอลัมน์ไทยโพสต์: แจงใช้งบกลาโหมเท่าที่จำเป็น อธิบายได้ในกรอบของเหล่าทัพ

ข่าวทั่วไป 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

การที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่การอภิปรายงบประ มาณกระทรวงกลาโหม เหล่าทัพ ระหว่างการประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายประจำปี 2563 ในครั้งนี้ถือได้ว่ามุ่งที่เนื้อหา และตั้งคำถามกับรัฐบาลได้ตามที่ประชาชนอยากจะรู้ข้อเท็จจริงว่างบประมาณทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาษีของประชาชน ได้ส่งผลประโยชน์กลับมาสู่ประชาชนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนมากมองที่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับสังคม และการศึกษา ที่จะส่งผลโดยตรงต่อประชาชน แตกต่างจากงบประมาณตามยุทธศาสตร์ความมั่นคง ที่ส่วนใหญ่ผ่านการจัดทำโครงการในกระ ทรวงกลาโหม เหล่าทัพ ที่เป็นเรื่องไกลตัวและไม่ได้เห็นภาพโดยตรงว่าส่งผลต่อวิถีชีวิตทั่วไปของประชาชน

การอธิบายและชี้แจงให้เจ้าของเงินงบประมาณ ซึ่งก็คือประชาชน จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้เรื่องการเตรียมความพร้อมรองรับภัยคุกคามหลายรูปแบบที่จะมีขึ้น ในลักษณะของการป้องปราม สร้างหลักประกันเรื่องความสงบเรียบร้อย ไม่ต่างจากการที่รัฐต้องให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพ การไม่มีการละเมิดเรื่องสิทธิมนุษยชนในรัฐ ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องหลักการ แต่เป็นความสำคัญที่เกี่ยวพันกับการดำรงอยู่ของรัฐ และประชากรที่อยู่ในรัฐนั้นๆ ให้เกิดความปลอดภัย

พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระ ทรวงกลาโหม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่าการจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหม วงเงิน 2.33 แสนล้านบาท ว่าการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานไม่สูงหรือเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ หากพิจารณาตามระดับจีดีพี ที่ปี 2563 ได้รับงบประมาณเท่ากับ 7.29 ต่อจีดีพี ขณะที่ค่าเฉลี่ยต่องบประมาณ อยู่ที่ร้อยละ 1.3 และเมื่อพิจารณาตามอัตราการได้รับงบประมาณเฉลี่ยของกองทัพ ปี 2540 ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ได้รับงบประมาณอยู่ที่ 2.2 ของระดับจีดีพี หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของวงเงินงบประมาณ แต่หลังจากที่มีภาวะปัญหาเศรษฐกิจ กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณลดลงตามลำดับ และต่ำสุดเมื่อปี 2549 ที่ได้รับเพียง 1.1 ของจีดีพี และเมื่อเปรียบเทียบกับงบทหาร, งบความมั่นคงและกลาโหมของกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าจะมีค่าเฉลี่ยสากล อยู่ที่ 2.2 ของจีดีพี แต่ของไทยอยู่ที่ 1.3 ต่อจีดีพีเท่านั้น

นอกจากนั้นยังชี้แจงว่า ช่วงที่ผ่านมากระทรวงกลา โหมไม่ได้รับงบประมาณที่สูงผิดปกติ ส่วนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นปีนี้ กว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อใช้ดูแลสวัสดิการของข้าราชการ ปรับปรุงที่อยู่อาศัย และซ่อมแซม รวมถึงจัดหาเครื่องมือช่วยเหลือประชาชน ขณะที่งบประมาณเพื่อซ่อมปรับปรุงยุทโธปกรณ์มีเฉพาะที่ปรับปรุงส่วนที่ล้าสมัย ขณะที่การซื้อทดแทนยุทโธปกรณ์ที่ไม่สามารถหาชิ้นส่วน หรือซ่อมแซมได้ เป็นไปตามแผนพัฒนากองทัพ และเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ คิดเป็น 1 ใน 3 ของกองกำลังที่มีทั้งหมด

พลเอกชัยชาญชี้แจงด้วยว่า สำหรับอำนาจหน้าที่หลักของกระทรวงกลาโหม คือ ป้องกันประเทศ, รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ, การรักษาความมั่นคงภายในประเทศ และการพัฒนาประเทศที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กองทัพมีความจำเป็นต้องเตรียมกำลังเพื่อดูแลความเรียบร้อย ประเมินภัยคุกคามเตรียมกำลังให้พร้อมมากกว่าการใช้กำลัง โดยพิจารณาสถานการณ์และขีดความสามารถด้านงบประมาณ การเตรียมกำลังแนวคิดที่ว่าจะมีความพร้อม 1 ใน 3 คือ กองพล ลดระดับกรมที่มีความพร้อม คือมีขีดความสามารถ มีอำนาจการยิง มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ มีอำนาจการติดต่อสื่อสารที่เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ยุทโธปกรณ์ของกองทัพในอดีตได้รับการสนับ สนุนและช่วยเหลือจากมิตรประเทศ และจัดหาเป็นบางส่วน ยุทโธปกรณ์ เช่น เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ปัจจุบัน อายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป รถถังบางชนิด อายุการใช้งาน 40-50 ปี รถเกราะที่ใช้ ปัจจุบันมีอายุการใช้งาน 40 ปี เครื่องบินขับไล่ เอฟ 5 ที่กองทัพอากาศใช้ มีอายุการใช้งาน 41 ปี เครื่องบินลำเลียง ซี 130 มีอายุการใช้งาน 40 ปี ทั้งนี้ ยุทโธปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 30 ปี มียอดรวมคิดเป็นร้อยละ 58 ดังนั้นในการจัดหาเพื่อทดแทนยุทโธปกรณ์ที่ชำรุด ไม่สามารถซ่อมได้ มีเพียง 1 ใน 3 ของสิ่งที่มีทั้งหมด ทั้งนี้ กองทัพยังเน้นการปรับปรุง ซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ให้ใช้งานได้ต่อไป ทั้งที่ประเทศต้นกำเนิดไม่ใช้แล้ว แต่จัดหาเท่าที่จำเป็น เพื่อสอดคล้องกับการใช้กำลัง

หากฟังจากการชี้แจงของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระ ทรวงกลาโหมก็พอจะเข้าใจว่า การจัดทำงบประมาณของ กระทรวงกลาโหมที่ดำเนินการนั้นไม่ได้มีอะไรหวือหวา หรือมากจนผิดปกติ แต่การอธิบายความจากคนละมุม องค์ ความรู้คนละแบบ ตำราคนละเล่ม กลายเป็นเรื่องของการผลาญงบฯ แต่กระนั้นเมื่อลงไปในรายละเอียดของการจัดซื้อต่างหากเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบถึงคุณภาพ ความเหมาะสม ขั้นตอนการจัดซื้อให้มีความโปร่งใส ถูกต้อง ไม่ให้ใช้งบประมาณที่รับมาอย่างสูญเปล่า หรือไปซื้อยุทโธปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพ รวมไปถึงการใช้งบประมาณด้านความมั่นคงในเรื่องอื่นๆ เช่น การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า การพุ่งเป้าไปที่งบประมาณกระทรวงกลาโหม มีจุดประสงค์ที่ไปไกลกว่าเรื่องการจัดหายุทโธปกรณ์ และอาจหวังให้เป็นการตีวัวกระทบคราดไปถึงเรื่องอื่นๆ เพราะกองทัพเองก็คงตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมปากที่จะชี้แจงในบางเรื่องและอธิบายได้ในกรอบงานของตัวเองเท่านั้น.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ