คอลัมน์เวทีสาธารณะ: ข้อพิจารณาจากพื้นที่ตั้งโรงงานน้ำตาลโรงไฟฟ้าชีวมวล

ข่าวทั่วไป 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

สิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานคณะกรรมการประชาชนคัดค้าน โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล (คปน.) ภาคอีสาน ภายหลังจากมีการปลดล็อกให้ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตตั้งโรงงานน้ำตาลใหม่ และขอขยายหรือย้ายโรงงานน้ำตาลไปยังพื้นที่อื่น โดยมีระยะห่างระหว่างโรงงานเดิมกับโรงงานใหม่ไม่น้อยกว่า 50 กิโลเมตร ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อ 17 สิงหาคม 2558 เรื่องการให้ตั้งหรือขยายโรงงานน้ำตาลในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ.2558 โดยนิยามจากเดิมคำว่า "ตั้งโรงงานน้ำตาล" หมายความว่า ตั้งโรงงานน้ำตาลขึ้นใหม่เท่านั้น แต่ประกาศกระทรวงในครั้งนี้ให้หมายความรวมถึง "การขยายโรงงาน" และ "การย้ายโรงงานน้ำตาล" ไปตั้งยังพื้นที่อื่นได้ด้วย

และทำให้เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2558 สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ได้ออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการรับรองในการขออนุญาตตั้งหรือขยายโรงงานน้ำตาล ทำให้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล ซึ่งผูกขาดด้วยผู้ประกอบการหลายกลุ่มสามารถตั้งโรงงานน้ำตาลใหม่ หรือย้าย หรือขยายกำลังผลิตไปตั้งยังที่แห่งใหม่ รวมกับโรงงานที่ได้รับอนุญาตตามมติ ครม. ปี 2554 ในภาคอีสานจะมีไบโอฮับเป็นศูนย์กลางในพื้นที่ฐานการผลิต และจะมีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้น 29 โรงงาน ในพื้นที่ ภาคอีสาน จังหวัดศรีสะเกษกลับเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่จะมีแผนการดำเนินโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลประมาณ 3 พื้นที่ ประกอบด้วย พื้นที่อำเภอกันทรารมย์ อำเภอกันทรลักษ์ และพื้นที่อำเภอไพรบึง อำเภอขุนหาญ ในขณะปัจจุบันจากกรณีที่มีแผนผลักดันการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลขนาด 20,000 ตันอ้อย/วัน และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 40 เมกะวัตต์ ในขอบเขตพื้นที่ตำบลสำโรงพลัน อำเภอไพรบึง และตำบลโพธิ์กระสังข์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีขนาดพื้นที่รวมประมาณ 836 ไร่ ที่นายหน้ากำลังกว้านซื้อที่ดิน

นางญาณิษา งอนสวรรค์ อายุ 43 ปี กรรมการกลุ่มสำนึกรักษ์บ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษ ระบุว่า การประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ที่ผ่านมาไม่เคยรับรู้ข้อมูลเลย บริเวณบ้านเราไม่มีใครปลูกอ้อยเลย พื้นที่เราปลูกข้าวหอมมะลิเป็นหลัก โรงงานจะมาตั้งใกล้ชุมชน วัด โรงเรียนได้อย่างไร และเราอยากให้โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลไปตั้งจุดที่มีวัตถุดิบหลักคืออ้อยจริงๆ

ด้านนายธีรศักดิ์ จันคณา อายุ 36 ปี กรรมการกลุ่มสำนึกรักษ์บ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษ เล่าว่า ชาวบ้านเขาไม่ได้ปลูกอ้อย ถ้ามีโรงงานเกิดขึ้นจริงมันก็ขัดแย้งกับวิถีชาติพันธุ์ของเราที่ชุมชนพึ่งพาทรัพยากรดินปลูกข้าว น้ำใช้อุปโภคบริโภค ป่าชุมชน ป่าหัวไร่ปลายนาไว้ใช้หาของป่ามาดำเนินวิถีชีวิต ปัจจุบันชุมชนของเราเริ่มขยายออกตามหัวไร่ปลายนากันมากขึ้น เพราะต้องการทำเกษตรผสมผสาน อย่างเช่น ผมมีที่นา 32 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงวัว 10 ตัว เลี้ยงหมู 2 ตัว ปลูกผักสวนครัวไว้ขาย ถือว่าเป็นเศรษฐกิจหลักของครอบครัว ดังนั้นผมจึงไม่อยากให้มีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่จะเข้ามาทำลายวิถีชีวิตของผมและชุมชน เพราะชุมชนเรามีอากาศบริสุทธิ์ดีอยู่แล้ว

ในขณะที่กลุ่มสำนึกรักษ์บ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษได้มีกิจกรรมรณรงค์ไม่เอาโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประกาศไม่ยอมรับกระบวนการเวที (ไม่) รับฟังความคิดเห็น และเรายืนยันที่จะไม่เอาโรงงานน้ำตาลขนาด 20,000 ตันอ้อย/วัน และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 40 เมกะวัตต์ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1.พื้นที่ตั้งโรงงานไม่เหมาะสม เนื่องจากพื้นที่ซึ่งจะดำเนินการก่อสร้างนั้นไม่มีความเหมาะสม ด้วยเงื่อนไขที่อยู่ใกล้ชุมชน วัด โรงเรียน ประมาณ 41 หมู่บ้าน 7 ตำบล 3 อำเภอ ในรัศมี 5 กิโลเมตร และยังไม่มีความสอดคล้องกับพื้นที่การปลูกข้าวหอมมะลิ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมสาน ที่อยู่ในดินแดนภูเขาไฟ

2.ในพื้นที่จะดำเนินการก่อสร้างโรงงานใน รัศมี 5 กิโลเมตรนั้น ไม่มีวัตถุดิบหลักของโครงการที่ทางโรงงานจะใช้ดำเนินการผลิตน้ำตาล คือ อ้อย ประมาณ 20,000 ตันอ้อย/วัน หรือประมาณ 2,400,000 ตัน/ฤดู เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ และทำเกษตรผสมผสาน การจะตั้งโรงงานจึงมีความขัดแย้งกับพื้นที่โดยสิ้นเชิง เป็นต้น

เป็นที่น่าสังเกตว่า จากข้อมูลจากแผนพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ 5 ปี (2561-2565) ฉบับทบทวน ปี 2563 ระบุว่า การใช้ประโยชน์จากที่ดินในการปลูกอ้อยมีประมาณ 17,919 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.33 ของการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่ในส่วนของตัวเลขของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายปี 2559/2560 แสดงพื้นที่ปลูกอ้อยส่งโรงงานในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ 27,896 ไร่ หรือปริมาณอ้อยส่งเข้าหีบประมาณ 247,998

ฉะนั้นตัวเลขสะท้อนให้เห็นชัดแล้วว่า ปริมาณอ้อยมีอยู่อย่างจำกัดด้วยเงื่อนไขหลายเรื่อง ทั้งการลงทุน พื้นที่ไม่เหมาะสม แต่ทำไมถึงมีความพยายามผลักดันโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลให้เกิดขึ้น ในขณะพื้นที่ซึ่งกำลังมีแผนผลักดันในเขตอำเภอไพรบึงและอำเภอขุนหาญนั้น ไม่มีวัตถุดิบหลักอย่างเช่นอ้อย เนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะสม เพราะว่าพื้นที่ไม่มีการปลูกอ้อยจริงๆ กลุ่มสำนึกรักษ์บ้านเกิดจังหวัดศรีสะเกษจึงมีข้อเสนอให้หยุดการผลักดันแผนการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ตลอดจนเสนอให้โรงงานไปดำเนินการก่อสร้างจุดที่มีการปลูกอ้อยจริงๆ เพื่อลดต้นทุนชาวไร่อ้อยและเพิ่มกำไรให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ