พระครูพุฒ กิจโสภณ เจ้าอาวาสวัดอัมพวันเหนือ ต.ตาดทอง อ.เมืองยโสธร

ข่าวทั่วไป 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

สนธยา ทิพย์อุตร เทศนายึดคำสอนพระพุทธเจ้า อริยทรัพย์ 7 ประการ ทางสู่สุข ได้มีโอกาสเดินทางไป จ.ยโสธร เพื่อฟังธรรมเทศนาจากพระภิกษุสงฆ์ นำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต พบเจอแต่สิ่งดีๆ มีความสุขนั่นเอง วัดอัมพวันเหนือ ตั้งอยู่บ้านตาดทอง ต.ตาดทอง อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร หนึ่งในอีกหลายวัดจัดให้เป็นเส้นทางสายบุญ ซึ่งต้องเดินทางเข้าไปกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และฟังธรรมเทศนาจากเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน คือ พระครูพุฒ กิจโสภณ อายุ 60 ปี บวช 30 พรรษา ปกครองพระสงฆ์ 5 รูป ไม่มีสามเณรและแม่ชี มัคนายก 1 คน บนเนื้อที่ 5 ไร่ เป็นที่ตั้งของกุฏิ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ ฯลฯ สังกัดมหานิกาย

สำหรับวัดอัมพวัน ถึงแม้จะเป็นวัดขนาดเล็ก ทว่ามีบรรดาพุทธศาสนิกชน ญาติโยมทั้งหลายต่างเดินทางเข้ามาทำบุญสร้างกุศล ปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการได้ฟังธรรมเทศนาจากพระครูพุฒ กิจโสภณ จะทำให้จิตใจแจ่มใส สบายใจ คลายทุกข์หายโศกกลับไปทุกรายเลยทีเดียว

พระครูพุฒ กิจโสภณ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน บ้านตาดทอง ต.ตาดทอง อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร เทศนาตอนหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาสอน ราหุลกุมารในตอนที่พระมารดาให้ไปขอทรัพย์สมบัติ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ทรัพย์ภายนอกไม่มั่นคงถาวร มีภัยอันตรายนานาประการ พึ่งพาอาศัยได้แต่ตอนที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น ไม่เหมือนทรัพย์ภายใน คือ "อริยทรัพย์" ควรแสวงไว้ให้มีในสันดาน ในจิตใจของพวกเราทั้งหลาย อริยทรัพย์มีอยู่ 7 ประการ คือ 1.ศรัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ คือ เชื่อในสิ่งที่ประกอบด้วยเหตุผลและประกอบด้วยปัญญาความรู้ ซึ่งเรียกว่า ศรัทธาญาณสัมปยุตต์ ไม่ควรเชื่อโดยไร้เหตุผล ซึ่งเรียกว่า เชื่ออย่างงมงาย ศรัทธานี้ท่านจัดไว้ 4 ประการ คือ 1.กรรมศรัทธา เชื่อกรรม สิ่งที่เรากระทำด้วย กาย วาจา ใจ ทั้งดีและชั่วก็ตาม ย่อมอำนวยผลให้แก่ผู้กระทำโดยแท้ 2.วิปากศรัทธา เชื่อผลของกรรม คือ เชื่อว่าบุคคลที่ได้รับความสุขหรือความทุกข์ก็เป็นผลเนื่องมาจากเหตุ บุคคลได้รับความสุขเกิดจากกุศลกรรม ผู้ที่ได้รับทุกข์เกิดจากอกุศลกรรมที่ตนได้กระทำไว้ 3.กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน ทุกคนเกิดมาในโลกนี้จะดีบ้าง ชั่วบ้าง ประณีตบ้าง เลวบ้าง เกิดจากกรรมที่เขาได้กระทำไว้ ดังพุทธภาษิตว่า กัมมัง สัตเต วิภัชชะติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ที่กระทำให้ประณีตและเลวต่างกัน

3.ตถาคตโพธิศรัทธา เชื่อปัญญาการตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้าคือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว และสอนผู้อื่นให้รู้ดีรู้ชอบด้วย และพระธรรมคำสอนย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติปฏิบัติตาม ให้ได้รับความสุขความเจริญตามกำลังความสามารถของแต่ละคน พระสงฆ์สาวกเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและสอนคนอื่นให้ประพฤติปฏิบัติตามด้วย นี่คือ อริยทรัพย์ข้อที่ 1 ศีล คือ การสำรวมกาย วาจา ใจ ให้สงบเรียบร้อย ปราศจากอกุศลกรรมและโทษอันบัณฑิตติเตียน ครหาว่าไม่ดี ศีลจึงเป็นทรัพย์ภายในที่สำคัญ ข้อที่ 2 หิริ คือ ความละอายต่อบาปทุจริต

4.โอตตัปปะ คือ ความสะดุ้งกลัวต่อบาปทุจริตว่าเป็นเรื่องชั่วร้าย ไม่ยอมเข้าใกล้ บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นอยู่เวลานี้ก็มีดีบ้าง ชั่วบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ที่เป็นดังนี้ก็ล้วนมาจากผลกรรมบันดาลให้เป็นไปทั้งนั้น ผู้ที่ฝึกเกลียดชั่วกลัวบาปเป็นนิสัย ละเว้นความชั่วทุจริตนั้นทั้งในที่แจ้ง

และที่ลับ เช่นนี้ชื่อว่า โอตตับปะ หิริโอตตัปปะ ทั้งสองนี้เป็นปัจจัยให้คนประกอบคุณงามความดี รักษาสัตว์ไม่ให้ตกไปในทางชั่ว เป็นธรรมรักษาโลกให้มีแต่สุข หรือว่าธรรมคุ้มครองโลก ถ้าโลกปราศจากธรรม 2 ประการนี้จะเดือดร้อนวุ่นวายไม่เป็นสุข จึงถือว่าธรรม 2 ข้อนี้เป็นอริยทรัพย์ด้วย

5.พาหุสัจจะ จัดว่าเป็นอริยทรัพย์ เพราะผู้ได้รับรู้ได้ยินได้ฟังมากทั้งทางโลกและทางธรรม เรียกว่า คงแก่เรียนวิทยาการต่างๆ ผู้มีคุณธรรมคือ พาหุสัจจะ แม้จะไม่มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคาร แต่ก็เป็นผู้ได้รับการยกย่องนับถือด้านปัญญา ความรู้ เรียกว่า รวยปัญญา เป็นพหูสูต แม้จะอยู่ในหมู่ใดย่อมองอาจกล้าหาญ เป็นที่เคารพยกย่อง เชื่อถือในการพูดจา ไม่ยาก ไม่จน ดังนิพนธ์สุนทรภู่ว่า "มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน ถึงยากแค้นก็พอยังประทังตน" จะเห็นได้ว่าพาหุสัจจะนี้เป็นมงคลสูตรของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

6.จาคะ คือ สละสิ่งของของตนให้แก่คนที่ควรปัน จาคะเป็นกุศลกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถกำจัดมัจฉริยะ ความตระหนี่ อันมีความโลภเป็นมูลเสียได้ เป็นเครื่องชำระจิตให้ผ่องใส แต่เพราะอารมณ์เป็นมลทินเข้ามาเกลือกกลั้วก็ย่อมเศร้าหมองได้ คำว่า อารมณ์มีมาก จะกล่าวแต่เฉพาะ 2 อย่าง คือ มัจฉริยะและความโลภ มีลักษณะแสวงหาทรัพย์โดยไม่เป็นธรรม เช่น ฉ้อโกง โจรกรรม หลอกลวงด้วยเล่ห์กลโกงบ้าง ทั้งสองอย่างเป็นกิเลสชั่วร้าย เข้าสู่จิตใจผู้ใดทำให้ผู้นั้นเศร้าหมองขุ่นมัว ดุจผงหรือเขม่าเข้าจับกระจกเงาทำให้ขุ่นมัว ไม่อาจจะส่องมองดูหน้าได้ฉันนั้น จิตใจของคนเรา เมื่อถูกกิเลส 2 อย่างเข้าครอบงำแล้วจะไม่อาจมองเห็นธรรมอันเป็นกุศลได้ ฉะนั้นพวกเราต้องแสวงหาหนทางขจัดมลทินโทษเหล่านั้นออกไปให้ได้ ก็คือ จาคะ พึงให้เกิดมีขึ้นในตนเอง

           7.ปัญญา คือ ความรอบรู้ รู้ทั่ว หรือรู้ชัด คือ ความเฉลียวฉลาด สามารถรู้ทางเสื่อม ทางเจริญ สามารถนำตนให้พ้นความชั่ว ความเสียหายได้ จึงชื่อว่ารอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ อันคุณธรรมคือปัญญานี้ เมื่อมีในบุคคลใดย่อมทำให้บุคคลนั้นรู้เห็นสมบัติและวิบัติ บรรดาแสงสว่างทั้งหลาย เช่น แสงสว่างของพระอาทิตย์มีในเวลากลางวัน แสงสว่างจากดวงจันทร์มีในเวลากลางคืน หรือแสงสว่างจากประทีปก็ดี ย่อมเหมาะสำหรับจักษุฉันใด แสงสว่างคือปัญญา ก็หย่อมเหมาะสำหรับจิตใจฉันนั้นเหมือนกัน ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า ปัญญา โลกัสมิ     ปัชโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก นัตถิ ปัญญาสะมา อาภา แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ดังนี้เป็นต้น ปัญญาเป็นคุณธรรมอันวิเศษ เป็นเหตุให้บุคคลตั้งตนได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และรู้ความจริงคืออริยสัจ 4 ได้ ทำให้บุคคลถึงซึ่งความผ่องใส ความบริสุทธิ์ บรรลุวิมุตติ เป็นพระอริยเจ้าได้ก็เพราะปัญญานั่นเอง....

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ