คอลัมน์กาแฟดำ: จดหมายทรัมป์ถึงผู้นำตุรกี: อย่าซ่า อย่างี่เง่า!

ข่าวทั่วไป 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

จดหมายฉบับนี้จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ถึงประธานาธิบดีทายิบ เออร์โดกันของตุรกี ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2019 คงจะถูกบันทึกไว้เป็น "จดหมายประหลาดที่สุดฉบับหนึ่ง" ที่ผู้นำของมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกเขียนถึงผู้นำอีกประเทศหนึ่ง ด้วยภาษาและลีลาที่ผิดเพี้ยนไปจากมารยาททางการทูตและประเพณีการเมืองระหว่างประเทศอย่างเหลือเชื่อ เพราะจดหมายฉบับนี้ลงท้ายด้วยประโยคเหมือนนักเลงปากซอยตะคอกใส่คนที่เคยคบหาเป็นมิตรกันมาก่อน ทรัมป์ปิดท้ายจดหมายด้วย ใครอ่านแล้วก็ต้องอุทานว่า "โอ้โห ท่านประธานาธิบดีจะเอาอย่างนั้นเลยจริงๆ หรือ?" หากแปลเป็นภาษาไทยชัดๆ ง่ายๆ ก็จะอ่านได้ความว่า ถือว่าเป็นการขู่ บลัฟ ตะคอก หรือคำรามใส่ผู้นำอีกประเทศหนึ่งก็ได้ทั้งนั้น

"Don't be a tough guy. Don't be a fool! I will call you later."

"อย่าซ่า อย่างี่เง่า...แล้วผมจะโทร.ไปหา..."

จดหมายฉบับนี้มีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์คุยทางโทรศัพท์กับผู้นำตุรกี หลังจากวางหูโทรศัพท์ ทรัมป์ก็สั่งการให้ถอนทหารอเมริกันที่ประจำอยู่ทางเหนือของซีเรียกลับบ้านอย่างฉับพลันทันด่วน

เป็นการตัดสินใจของทรัมป์ที่สร้างความแตกตื่นให้ผู้คนเป็นจำนวนมาก รวมถึงรัฐมนตรีกลาโหม ต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

ทรัมป์อ้างว่าได้พูดคุยกับผู้นำตุรกีแล้ว และได้ตกลงกันว่าตุรกีจะเข้ามาดูแลปัญหาทางเหนือของซีเรียแทน เพราะทรัมป์อ้างว่าได้จัดการปราบกลุ่มไอซิสในบริเวณนั้นราบคาบแล้ว หมดภารกิจของอเมริกาเพียงเท่านี้

ที่ตกใจมากเป็นพิเศษคือ กลุ่มเคิร์ดติดอาวุธที่เป็นเพื่อนร่วมรบกับสหรัฐฯ ทางภาคเหนือของซีเรียมาตลอด

การที่ทรัมป์สั่งถอนทหารอเมริกันในย่านนั้น ทั้งหมดประมาณ 1,000 นายอย่างกะทันหันเช่นนั้น ย่อมเท่ากับเป็นการก่อให้เกิดสุญญากาศทางทหารขึ้นทันที

ตุรกีถือว่าเคิร์ดเป็นศัตรูหมายเลขต้นๆ อยู่แล้ว เมื่ออเมริกาเปิดทางให้ก็พร้อมจะเข้ามากวาดล้างให้สิ้นซากโดยเร็ว

ว่าแล้วทหารตุรกีก็ยาตราทัพลงทางเหนือของซีเรีย ผลักดันนักรบเคิร์ดที่เคยยึดบริเวณนั้นเป็นฐานที่มั่นเคียงคู่กับทหารสหรัฐฯ มาตลอดให้ถอยร่นออกไป

ตุรกีประกาศว่าจะหยุดการรุกคืบก็ต่อเมื่อนักรบเคิร์ดยอมวางอาวุธเท่านั้น

นักรบชาวเคิร์ดรู้ว่าถ้ายอมทำตามก็คงถูกกวาดล้างจนหมดสภาพแน่นอน

ชาวเคิร์ดถือว่าทรัมป์ทำอย่างนั้นเป็นการ "แทงข้างหลังจนทะลุไปถึงหัวใจ" กันเลยทีเดียว

แต่ทรัมป์ไม่สน เพราะต้องการจะอ้างในการหาเสียงของตัวเองว่าสามารถถอนทหารอเมริกันออกจากสมรภูมิซีเรียแล้ว

เปิดช่องว่างให้รัสเซียและอิหร่านกับตุรกีเข้ามาถมช่องว่างแห่งอำนาจในซีเรียทันที

แม้แต่ ส.ส.ของพรรครีพับลิกันเองก็ยังออกมาวิพากษ์ทรัมป์ ว่าการตัดสินใจเช่นนั้นถือเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง

สภาล่างลงมติ 354-60 ประณามทรัมป์ว่าการถอนทหารอเมริกันออกจากซีเรียอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ เป็นอันตรายต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศ

ในจำนวน ส.ส.ที่ลงมติไม่เอากับทรัมป์นั้นมีถึง 129 คนมาจากพรรครีพับลิกัน เพราะเห็นว่าเรื่องสำคัญขนาดนี้ไม่ควรแบ่งว่าพรรคไหนเป็นฝ่ายค้าน พรรคไหนอยู่ข้างรัฐบาล

แต่ทรัมป์ก็ทำท่าไม่แยแส อ้างว่าเขาได้เตือนตุรกีแล้วว่าถ้าหากรุกเข้าไปในซีเรียมากเกินไป อเมริกาก็จะลงโทษด้วยการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของตุรกี และจะขึ้นภาษีเหล็กกล้าของประเทศที่นำเข้าสหรัฐฯ 50%

แต่เออร์โดกันไม่สนใจเช่นกัน เพราะเขาถือว่าการที่ตุรกีกำจัดเคิร์ดในซีเรียเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญกว่าเรื่องการค้าการขายในระยะสั้น

ว่าแล้วผู้นำตุรกีคนนี้ก็จะไปเยือนวลาดิเมียร์ ปูตินที่ มอสโก สะท้อนว่าสมการแห่งอำนาจในซีเรียเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที

จดหมายฉบับนี้ ทรัมป์เขียนถึงผู้นำตุรกีด้วยภาษาข่มขู่รุนแรง และที่มีการปล่อยออกมาให้นักข่าวได้อ่าน ก็คงเพราะทรัมป์ต้องการจะอ้างได้ว่าเขาไม่ได้ยอมให้ตุรกีเข้าไปรุกรานซีเรียทางเหนือเพื่อจัดการกับเคิร์ด

แต่หลายคนสงสัยว่า สิ่งที่ทรัมป์ซุบซิบกับเออร์โดกันทางโทรศัพท์ กับข้อความในจดหมายฉบับนี้เป็นเนื้อหาเดียวกันหรือไม่

ผมเชื่อว่าไม่

น่าเชื่อว่าทรัมป์เล่นเกมตีสองหน้า หวังจะได้ทั้งเงินและกล่อง

แต่เกมนี้อันตรายเกินไปสำหรับที่จะให้อดีตเซลส์แมนขายอสังหาริมทรัพย์มากำหนดนโยบายด้วยสัญชาตญาณดิบๆ มากกว่าที่จะตัดสินด้วยการปรึกษาหารือและประเมินข้อดีข้อเสีย ก่อนจะประกาศเปรี้ยงปร้างออกไปจนโลกสั่นสะเทือนไปทั่วอย่างนี้.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ