เศรษฐกิจไทย ทิศทาง-แนวโน้ม จากปลายปี 2562 ถึงปี 2563

ข่าวทั่วไป 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ยังอืดๆ ฝืดๆ แข็งบน อ่อนล่าง ฝนตกไม่ทั่วฟ้า ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้อยู่ในสภาวะแข็งบน อ่อนล่าง รวยกระจุก จนกระจาย ฝนตกไม่ทั่วฟ้า ลักษณะแบบอืดๆ ฝืดๆ หากมองในภาพรวมที่เรียกกันว่า GDP ที่ใช้วัดการเติบโตก็ดูโอเค ไม่น่าเกลียดมาก คือ อยู่ในระดับ ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ต้นๆ จากปีที่แล้ว 4 เปอร์เซ็นต์ต้นๆ แต่ GDP เป็นการเติบโตที่วัดจากปริมาณ ไม่ได้วัดคุณภาพของการเติบโต เรื่องเศรษฐกิจ-แนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเรื่องเศรษฐกิจก็คือเรื่องที่มีผลกับประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง แล้วปัญหาเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เราเจอในปีนี้ และจะเจอในปีหน้า ที่จะมากขึ้น จะเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง เช่น เรื่องสังคมสูงวัยที่จะมีอัตราส่วนคนทำงานน้อยลง ตอนนี้เราอาจจะยังมีแรงงานเมียนมา กัมพูชา แต่พวกนี้ไม่อยู่ยาว เมื่อเศรษฐกิจเขาดีขึ้นก็จะกลับบ้าน

เพื่อให้รู้ทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยในปีหน้า พ.ศ.2563 จะมีทิศทางเป็นอย่างไร ปัญหาเศรษฐกิจปัญหาปากท้องในปีนี้ที่ว่าหนักแล้ว ในปีหน้าจะดีขึ้นหรือแย่ลง ประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร ซึ่งมุมวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ในความเห็นของนักการเมืองหน้าใหม่แต่มีชื่อเสียงในวงการธุรกิจ-การเงินการลงทุน มาหลายปี นั่นก็คือ "ปริญญ์ พานิชภักดิ์" ที่ผ่านการเป็นผู้บริหารในองค์กรธุรกิจการเงิน-การลงทุนในภาคเอกชนมาร่วม 20 ปี เช่น กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด ทำหน้าที่ดูแลการตลาดของนักลงทุนในภูมิภาคเอเชียให้กับสำนักงานใหญ่ บริษัท CLSA Ltd. ประเทศฮ่องกง-หัวหน้าการตลาดกลุ่มนักลงทุนสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ ประเทศไทย จำกัด-Vice President ธนาคารทิสโก้-รองประธาน Asean-UK Business Forumแผนกวาณิชธนกิจ ABN AMRO กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ-อดีตกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น แต่ในวันนี้แวดวงการเมืองรู้จักปริญญ์ในฐานะหัวหน้าทีมอเวนเจอร์ เศรษฐกิจทันสมัย (New Economy) และรองหัวหน้าพรรค ปชป.

"ปริญญ์" มองอนาคตเศรษฐกิจประเทศไทยไว้ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้อยู่ในสภาวะแข็งบน อ่อนล่าง รวยกระจุก จนกระจาย ฝนตกไม่ทั่วฟ้า ลักษณะแบบอืดๆ ฝืดๆ หากมองในภาพรวมที่เรียกกันว่า GDP ที่ใช้วัดการเติบโตก็ดูโอเค ไม่น่าเกลียดมาก คือ อยู่ในระดับ ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ต้นๆ จากปีที่แล้ว 4 เปอร์เซ็นต์ต้นๆ แต่ GDP เป็นการเติบโตที่วัดจากปริมาณ ไม่ได้วัดคุณภาพของการเติบโต

เพราะฉะนั้น คำว่าแข็งบน อ่อนล่าง ก็คือ คนตัวใหญ่ๆ ที่อยู่ข้างบน คนที่อยู่ในเมือง ธุรกิจใหญ่ๆ โอเค การเติบโตใช้ได้ ผลประกอบการของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ใครที่ลงทุนก็ได้กำไรบ้าง หากเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี แต่ส่วนใหญ่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 700 บริษัท ส่วนใหญ่ก็กำไรหมด ไม่มีใครได้กำไรน้อยลง มีแต่ได้กำไรเพิ่มขึ้น

..อย่างไรก็ตาม เมื่อเราลงสำรวจพื้นที่ ไปต่างจังหวัดบ่อยๆ ไปทั้งพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปในพื้นที่ภาคอีสาน ก็พบว่า คนที่อยู่ต่างจังหวัด เกษตรกรที่ทำนา ทำไร่ ทำสวน พบว่ารายได้ของเขาหดตัวลง ไม่ได้มีรายได้แบบบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

...SME-Startup อยู่อย่างยากลำบาก คืออยู่กันแบบอืดๆ ฝืดๆ เพราะเขามีความยากลำบากในการหาตลาดใหม่ และส่งออก เรื่องการส่งออกของไทยเรายังอ่อนแอมาก ซึ่งจะไปโทษเรื่องเงินบาทแข็งตัว จะไปโทษการค้าโลกที่สหรัฐกับจีนฮึ่มๆ กันจนทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจ

เราดูไม่ดี เราโทษได้ เรื่องปัจจัยภายนอกไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเงินบาท ซึ่งค่าเงินบาทแข็งจริงๆ มันเป็นความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจจากปัจจัยพื้นฐานบางส่วน เช่น ทุนสำรอง เงินบัญชีเดินสะพัด นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาเที่ยวอยู่ เงินลงทุนยังไหลเข้ามาบ้านเราเช่น ตราสารหนี้ แม้จะน้อยกว่าอินโดนีเซีย หรือเวียดนาม แต่เงินบาทแข็งมันไปกระทบคนที่ต้องส่งออก แต่เงินบาทแข็งก็เป็นผลดีกับผู้นำเข้า และคนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในระยะยาวในประเทศไทย เพราะแปลว่ามูลค่าสินทรัพย์ในประเทศไทยสูงขึ้น

"ปริญญ์" ให้มุมมองว่า ทุกอย่างก็มีเหรียญสองด้านเสมอ แม้จะกระทบกับการส่งออก โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะอย่างการส่งออกข้าว ยางพารา ก็ทำให้ราคาสูงขึ้น ทั้งที่เป็นสินค้าที่ไม่ได้มีการแปรรูป

"ผมจึงมองว่า จริงๆ แล้วเศรษฐกิจไทยในรอบปีนี้โดยรวมแล้วเติบโตได้แบบโอเค ไม่น่าเกลียด แต่ที่มันไม่โอเคก็คือ พวกคนในฐานล่าง เช่น คนที่ทำเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดยังอยู่อย่างยากลำบาก แล้วยิ่งส่งออกเป็นแบบนี้ เอสเอ็มอีก็โดนไปด้วย แล้วยิ่งเจอนวัตกรรมที่เข้ามาเขย่า เป็นดิสรัปชัน ทำให้บริษัทเหล่านี้ปรับตัวไม่ทัน คือ ต้องไปแข่งกับพวก e-commerce ขายของออนไลน์ จากที่เดิมแข่งกับร้านข้างๆ แข่งกับ 7-11 หรืออย่างสื่อ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ ก็เจอคู่แข่งอย่าง Facebook และ Line ที่เขาไม่เสียภาษี ก็ยิ่งเป็นการเจอการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะอย่าง ใครจะไปซื้อโฆษณาลงสื่อ ในไลน์ เฟซบุ๊ก กูเกิล ไม่ต้องเสีย VAT แต่มาซื้อพื้นที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ต้องเสีย VAT 7% ก็เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมแล้ว เมื่อสภาวะเศรษฐกิจเจอการแข่งขันที่ไม่ค่อยเป็นธรรมก็เลยมีปัญหาตามมาอย่างที่เห็น คือ รวยกระจุก จนกระจาย ฝนตกไม่ทั่วฟ้า"

โจทย์ก็คือ อนาคตเราจะสร้างแรงงานฝีมือให้มีมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจะสร้างได้ก็คือต้องสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องให้มีการ re-skill การเทรนนิ่งใหม่ๆ การศึกษาต้องพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่ใช่เด็กจบปริญญาตรีมาต้องมาเตะฝุ่น ไม่มีกระบวนการฝึกงานที่ดี

"ปริญญ์" กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาได้ไปพูดในมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายจังหวัดมาก พบว่าเขายังไม่มีการฝึกงานให้นักศึกษาให้เข้าใจประสบการณ์ชีวิตจริงในการทำงาน ไม่ใช่ว่าจบมามีดีกรีสวยงาม แต่ดีกรีนี้ไปสมัครงานปรากฏไม่มีใครสนใจ ไม่มีที่ไหนรับเข้าทำงาน แต่เขาจะสนใจว่าคุณมีประสบการณ์ไหม จะสามารถทำงานกับคนอื่นได้หรือไม่ คุณมี Digital Intelligent ใช้เทคโนโลยี ทำอะไรเป็นไหม ยังมีอีกหลายแขนงงานที่การสร้างแรงงานมีฝีมือของเรายังขาดตรงนี้

ที่ต้องเน้นก็คือ ต้องสร้างความยั่งยืน ในการเติบโต เพราะเศรษฐกิจไทยจะโตไปอีกก็โตได้ แต่จะโตแบบไม่ยั่งยืน เพราะจุดเปราะบางมีหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงอยู่ หรือมิติด้านเกษตกรที่เราต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ สร้างอาชีพเสริมใหม่ ทุกวันนี้เกษตรกรรายได้ผันผวนตามราคาสินค้าเกษตร ตามสภาวะอากาศ ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ เลยทำให้ดูไม่ดีนัก เพราะเจอภัยแล้ง แล้วมาเจอน้ำท่วมซ้ำ เจอราคาสินค้าเกษตรที่ยังไม่ดีนัก แต่ตัวช่วยก็มี คือการประกันรายได้สินค้าเกษตร ที่ก็ช่วยได้บ้างระยะสั้น มีแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่ กว่า 300,000 ล้านบาทออกมาแล้ว รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงได้บ้าง ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ต่ำไปกว่า23 เปอร์เซ็นต์มากนัก แต่ประเด็นเรื่องความท้าทายเชิงโครงสร้าง ความท้าทายในเชิงความเหลื่อมล้ำ ความท้าทายเชิงเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องระยะยาวเชิงโครงสร้างที่เราต้องปรับ

3 ปัจจัยน่าห่วง จุดเสี่ยง ศก.ไทยปีหน้า

"ปริญญ์" ชี้ว่า สิ่งที่น่าห่วงสำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในอนาคตมีด้วยกัน 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.ระยะสั้น คือ ปัจจัยภายนอก เรื่องสงครามการค้าที่จีนกับสหรัฐกระทบกระทั่งกันรุนแรง

2.โครงสร้างภายในประเทศไทยเราเอง เรื่องสังคมผู้สูงวัย ราคาสินค้าเกษตร ที่เราจะเห็นได้ว่าอุปสงค์-อุปทานไม่เอื้อ จนทำให้ราคาสินค้าเกษตรจะดีไปกว่านี้ได้ไม่มากนัก เพราะจะเอาเม็ดเงินมาอุดหนุนหรือประกันรายได้ตลอดเวลาก็มีข้อจำกัด ก็ต้องคิดเรื่องการแปรรูป การยกระดับความรู้ การใช้เทคโนโลยีมาทำให้เกิดประโยชน์ เช่น การขายออนไลน์

3.การลดต้นทุนการทำธุรกิจ เช่น เรื่องภาษี หรือการทำให้ไม่เกิดการคอร์รัปชัน บ้านเราต้องมีการบังคับใช้กฎเกณฑ์อย่างจริงจัง เพราะการที่เราจะแข่งขันได้ในโลกยุคดิจิทัล เราต้องสร้างพื้นที่เล่น เพื่อดึงดูดคนเก่งๆ ต่างชาติให้มาอยู่ในบ้านเรา ณ วันนี้ พื้นที่เล่น บางทีต่างชาติมองเข้ามาเขายังสงสัยอยู่ว่ากฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นธรรมกับเขาหรือไม่ หากเขาเข้ามา ผมว่าบางทีต้องลดกฎเกณฑ์การทำธุรกิจ เพื่อเปิดช่องให้ต่างชาติเก่งๆ เข้ามาแข่งขันได้ โดยที่คนไทยก็ต้องพัฒนาตัวเองด้วย

"ปริญญ์-อดีตซีอีโอบริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอฯ" กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างสิ่งที่คนไทยและภาคธุรกิจไทยควรต้องปรับตัว เพื่อให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจระดับโลก อย่างเรื่อง "จีน" ที่เข้ามาลงทุนและมีบทบาทในด้านเศรษฐกิจในประเทศไทย เราต้องดูว่าเราจะ "แปลงจีนให้เป็นโอกาส" คือ แม้จีนอาจเข้ามาแย่งธุรกิจคนไทย เอาสินค้าไทยไปแล้วแปรรูปขายให้แพงขึ้น หรือจีนเอาสินค้าจีนเข้ามาขายตีตลาดไทย ที่แม้จะเป็นการแย่งงาน แย่งอาชีพคนไทย แต่ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเขามหาศาล ข้อมูล AI อะไรต่างๆ วิธีการทำงานกับคนจีน เราต้องปรับความคิดเราเพื่อทำงานในเชิงรุก ไม่ใช่เอาแต่รอให้รัฐบาลหรือใครมาช่วย เพราะหากคิดแบบนั้นเราจะไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติหรือแข่งขันกับใครได้ เราก็จะถูกเทกโอเวอร์ ถูกซื้อกิจการ เราจึงต้องปรับตัวเองว่าเราจะเป็นพาร์ตเนอร์กับจีนอย่างไร

..ปีหน้า 2563 ปัจจัยภายนอกก็จะร้อนแรงมากขึ้น เพราะเราจะเห็นการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา เมื่อเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเราก็จะเห็น Donald Trump มีอารมณ์ผันผวนมากขึ้น เพราะเขาต้องหาเสียง ก็จะต้องมีการกระทบกระทั่งจีนและอีกหลายประเทศ ที่เป็นคู่ค้ากับไทย ก็จะทำให้การค้าโลกไม่สงบง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม เรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าจะได้ยินข่าวดี ก็คือ การประชุมอาร์เซ็ป (Regional Comprehensive Economic Partnership) ในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานจัดการประชุม ก็น่าจะมีข่าวดีในทางการค้า ที่จะรวม 16 ประเทศ แยกเป็นในอาเซียน 10 ประเทศ และอีก 6 ประเทศใหญ่ เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาทำสนธิสัญญากันเพื่อให้มีการค้าเสรี โดยมีกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษีน้อยลงจะต้องลงมา เช่น การเล่นแท็กติกกีดกันโดยนำเรื่องต่างๆ เข้ามา เช่น เรื่องมาตรฐานสุขภาพ มาตรฐานสาธารณสุขจะต้องลดลง และการค้าในอาเซียนก็ควรจะเพิ่มมากขึ้น

ศก.โลกปีหน้าผันผวน

กับผลกระทบประเทศไทย

"ปริญญ์" ให้ข้อมูลแนววิเคราะห์ไว้ว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีหน้า มองว่าจะเข้าสู่สภาวะที่ผันผวนมากขึ้น ท้าทายมากขึ้น เพราะการงัดข้อกันระหว่างมหาอำนาจ จีนกับสหรัฐ จะมีความดุดันมากขึ้น ก่อนที่จะเกิดการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โดยผู้นำจีน สี จิ้นผิง เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จเต็มที่ ดังนั้นเขาไม่กลัวสหรัฐแน่นอน การคานอำนาจกัน ก็จะทำให้มีความตึงเครียด ขณะที่ในยุโรปก็มีปัญหาเชิงเศรษฐกิจและการเมืองด้วย

ซึ่งปัจจัยภายนอกจากต่างประเทศก็จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจของไทยแน่นอน เช่น เรื่องการส่งออก และค่าเงินบาท ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะอย่างบางทีเงินบาทแข็งก็มีผลต่อนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนอาจลดน้อยลงไป แต่ประเด็นเหล่านี้มันก็มีโอกาสและความท้าทาย ผมอยากย้ำว่า การที่ค่าเงินบาทแข็ง คนอาจมองว่าแข็ง แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็ต้องดูว่าค่าเงินบาทไทยเราตอนนี้อ่อนเกินไปหรือไม่ มันไม่ได้อ่อนเกินไปสำหรับผู้ส่งออก แต่หมายถึงอ่อนเกินไปเมื่อเทียบกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย เวลานี้กับก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งตอนปี 2540 เงินบาท เคย 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

ตอนนี้เรามีจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น มีคนมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ทุนสำรองเราสูงขึ้น ภาระหนี้ในประเทศและต่างประเทศเราน้อยลง ดุลบัญชีเดินสะพัดเราเกินดุล ดุลบัญชีการค้าเราก็เกินดุล ทุกอย่างดูโอเคหมด แต่ทำไมเรายังมีเงินบาทที่ 30 บาทต้นๆ ต่อ 1

ดอลลาร์ ทำไมเราไม่ไปที่ 25 บาท ซึ่งบางส่วนแบงก์ชาติพยายามแทรกแซงเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งเกินไป เขาก็ทำหน้าที่เขาอยู่ แต่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีหน้า แล้วเราจะรับมืออย่างไรในส่วนนี้ ที่ก็จะต้องมีการแปรรูปการทำนวัตกรรมสินค้า

สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้า ผมยังเชื่อว่าอย่างต่ำก็ต้องมี 3% ในบริบทที่ท้าทายมากๆ ซึ่งก็เชื่อว่ารัฐบาลก็อยากแสดงผลงาน ซึ่งมาตรการทางเศรษฐกิจที่ออกมาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทำให้มีการใช้จ่ายเงิน ก็ต้องมีส่วนการลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามา ผมก็คิดว่าจะดีขึ้น เพราะเราเห็นการลงทุนโดยตรง Foreign Direct Investment หดตัวไม่ไปไหนมาหลายปี แต่ตอนนี้มีรัฐบาลหลังเลือกตั้งเข้ามาทำงานได้ กว่า 3 เดือน ก็จะทำให้ปีหน้าจะเริ่มเห็นชัดเจน ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งจะมีการดึงเม็ดเงินลงทุนจริงจัง

"ปริญญ์" มองการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในภาพกว้างไว้ว่า ตัวเลข Foreign Direct Investment ในปีหน้าจะดีขึ้น อันจะส่งผลต่อสิ่งต่างๆ เช่น งานก่อสร้าง การลงทุนจากโครงการก่อสร้างพื้นฐานของภาครัฐ, การลงทุนในโครงการ EEC จะเห็นภาพชัดขึ้น เพราะจะช่วยให้เราเห็นเม็ดเงินจากการลงทุนที่ดีขึ้นในปีหน้า ปีหน้าเราจะได้เห็นมาตรการจากรัฐบาลที่เป็นมาตรการใหญ่ๆ ออกมา เพราะเทรนด์ตอนนี้ก็เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มยุโรปก็ฝืดลง แม้แต่บางประเทศที่เคยมีความแข็งแกร่งอย่างเยอรมนี แต่ช่วงหลังไม่ค่อยดี ส่วนประเทศอย่างโปรตุเกส อิตาลี กรีซ สเปน ประเทศเหล่านี้หนักมานานแล้ว ตอนนี้ก็ยังซึมๆ อยู่ ส่วนสหรัฐก็โตน้อยลง เห็นได้ชัดจากตัวเลขการลงทุนในธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อมน้อยลงมาก แล้วเรื่องการค้าโลกก็ยังมีกรณี Donald Trump กับจีน มันก็ไม่น่าสดใส จึงทำให้เศรษฐกิจโลกปีหน้ายังน่ากังวล

เศรษฐกิจไทยปีหน้าก็ยังไม่น่าห่วงว่าจะเกิดปัญหาถึงขั้นเกิดวิกฤติ?

ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ คือ เมืองไทยเรามีจุดแข็งหลายเรื่อง เช่น เงินสำรอง ดุลบัญชีเดินสะพัด จึงทำให้ไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤติ แต่เราจะเกิดวิกฤติระยะยาวได้ถ้าเราไม่ปรับตัวในตอนนี้ในเชิงโครงสร้าง เชิงความคิด, การเร่งเรื่องลงทุน ที่จะทำให้เกิดประโยชน์มากๆ ที่เป็นตัวคูณในระยะยาว ซึ่งเรื่องการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก การกระตุ้นเศรษฐกิจ การออก package ต่างๆ ทำได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรเยอะเกินควร เพราะหากทำมากไปจะเสียโฟกัสในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

"แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจึงยังไม่เกิดวิกฤติอะไร แต่จะอยู่ในสภาพฝืดๆ อืดๆ ซึ่งผมก็คิดว่าไม่ง่ายนัก สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีหน้า"

สำหรับบุคคลในกลุ่มต่างๆ เช่นมนุษย์เงินเดือน ก็อาจได้รับผลกระทบ อาทิ เงินเฟ้อ ที่จะสูงขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจฐานรากยังอ่อนตัว ก็คงต้องมีมาตรการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาช่วย.

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีหน้า มองว่าจะเข้าสู่สภาวะที่ผันผวนมากขึ้น ท้าทายมากขึ้น เพราะการงัดข้อกันระหว่างมหาอำนาจ จีนกับสหรัฐ จะมีความดุดันมากขึ้น ก่อนที่จะเกิดการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ขณะที่ในยุโรปก็มีปัญหาเชิงเศรษฐกิจและการเมืองด้วย ปัจจัยภายนอกจากต่างประเทศก็จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจของไทยแน่นอน เช่น การส่งออก และค่าเงินบาท


แท็ก GDP  

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ