คอลัมน์กระจกไร้เงา: สงครามอีคอมเมิร์ซ

ข่าวเศรษฐกิจ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

บุญช่วย ค้ายาดี ปัจจุบันอีคอมเมิร์ซกลายเป็นช่องทางการตลาดและการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ได้รับความนิยม และมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2560 มีมูลค่าถึง 2.8 ล้านล้านบาท ปี 2561 มีมูลค่าถึง 3.15 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจากนี้ไปจนถึงปี 2565 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยน่าจะเติบโตขึ้นเฉลี่ย 22% เลยทีเดียว ซึ่งการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารจาก 3G ไปสู่ 4G ที่ทำให้การสื่อสารผ่านทางอินเทอร์เน็ตสะดวกขึ้น โทรศัพท์มีราคาถูกลง ทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น ทำให้พฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป มีความเชื่อมั่นและคุ้นเคยกับการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นทำให้การซื้อขายผ่านออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

ซึ่ง ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด และนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ได้ระบุว่า ภาพรวมในปีนี้จนถึงปี 2020 จะได้เห็นการแข่งขัน และการนำเสนอบริการใหม่ๆ ของ "ดิจิทัล แพลตฟอร์ม" อย่างชัดเจน และดุเดือดขึ้นทุกๆ ปี

"เทรนด์ธุรกิจในปี 2020 นั้นมั่นใจว่าตลาดอีคอมเมิร์ซประเทศไทยจะมีมูลค่าเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล เพราะโอกาสของผู้ประกอบการไทยยังมีอยู่มาก ทั้งขายในเว็บไซต์ตัวเอง ขายในมาร์เก็ตเพลส และขายผ่านโซเชียลมีเดีย"

ทำให้ทุกวันนี้เราต่างเห็นการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการได้ให้ความนิยมกับการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์กันอย่างมากมาย ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ กลายเป็นที่นิยม เพราะไม่ต้องเสียเวลา ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ล่าสุด บริษัท ไอพอลิเมอร์ จำกัด บริษัทในเครือไออาร์พีซี (IRPC) ได้ให้ความสำคัญกับการซื้อขายออนไลน์ จับมือกับGuangzhou Saiju Performance Polymer Ltd. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการซื้อขายในตลาดจีน พัฒนาแพลตฟอร์ม PLASTKET.COM ซึ่งเป็นอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มพลาสติกรายแรกในไทย และอาเซียนที่จะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการพัฒนารูปแบบการซื้อขายเม็ดพลาสติก สารเคมีและผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูปให้ง่ายขึ้น และเปิดตัวให้มีการซื้อขายอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

"PLASTKET.COM เป็นทางเลือกสำคัญและถือเป็นปฏิวัติการซื้อ-ขายในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกได้เป็นอย่างดี โดยเป็นการเพิ่มช่องทางการขายและเข้าถึงลูกค้าทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ บริษัทตั้งเป้าหมายในการสร้างยอดขายผ่านแพลตฟอร์ม PLASTKET.COM ในปีแรกว่าจะได้ปริมาณ 100,000 ตัน มูลค่า 4,000 ล้านบาท ในปี 2563"

พร้อมระบุว่าขณะนี้มีเจ้าของแบรนด์เอสเอ็มอีเข้ามาเป็นผู้ขายผ่านแพลตฟอร์มนี้แล้ว 15 ราย จากผู้ประกอบการทั้งหมดในอุตสาหกรรมพลาสติก 85 ราย มีสินค้าที่ซื้อร่วมกว่า 200-300 รายการที่ผู้ซื้อสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าได้ และในอนาคตเชื่อว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเพิ่มขึ้นและมีรายการสินค้าไม่ต่ำกว่า 1,000 รายการ หรือประมาณ 30% ของตลาด ขณะที่ผู้ซื้อเชื่อว่าจะเข้ามาไม่ต่ำกว่า 1,000 บริษัท ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับการซื้อ-ขายเพิ่มเป็น 2 เท่าในทุกปี ซึ่งทำให้สามารถคืนทุนได้ภายใน 1-2 ปีนี้

ไกรศรี ภัณฑ์กิจนิรันดร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอพอลิเมอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดในอุตสาหกรรมพลาสติก 1.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8% ของจีดีพีทั้งประเทศ ถือเป็นมูลค่าที่สูงมาก ดังนั้น ทำอย่างไรที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเข้าถึงตลาดและเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น

พร้อมทั้งเป้าหมายที่จะเป็นแพลตฟอร์มซื้อ-ขายอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้เข้าไปทำตลาดซื้อ-ขายสินค้าในอุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และมองถึงโอกาสที่จะขยายเข้าไปเจาะตลาดจีนให้ได้ในอนาคต โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการซื้อขายในตลาดจีนของคู่ค้า อีกทั้งยังมีระบบ AI ที่จะคอยช่วยให้การเข้าถึงความต้องการของลูกค้าและสินค้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งลูกค้าจีนจะสามารถซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการซื้อขายออนไลน์นั้นจะเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้กับทั้งผู้ซื้อและขาย และคาดว่าการเติบโตจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว การซื้อขายข้ามประเทศ ข้ามทวีปไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป นับวันจะทวีการแข่งขันที่รุนแรง ชนิดที่ว่าเกิด "สงครามอีคอมเมิร์ซ" ได้เลย และยังผลักดันให้เกิดธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นอย่างเช่น ธุรกิจการขนส่งมากขึ้น และแน่นอนการแข่งขันก็จะดุเดือดเช่นกัน แต่ที่น่ากังวลคือการไหลเวียนของเงินจะไปอยู่บนสินค้าออนไลน์ที่มุ่งตรงไปยังสินค้าต้นทาง ไม่ไหลเวียนในระบบทำให้เกิดปัญหาร้านค้า ร้านขายต้องปิดตัวลง เพราะไม่มีคนออกมาซื้อขาย ดังนั้นธุรกิจที่ไม่ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงจะอยู่ได้ยากขึ้น.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ