แนวโน้มQ4หุ้นไทยแกว่ง ปัจจัยลบรุม

ข่าวเศรษฐกิจ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ศก.โตต่ำสุด-ห่วงกำไร บจ.แย่ยังหวังจบที่1,700จุด สถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจในเวลานี้ เรียกว่ายังไม่เห็นทิศทางของการฟื้นตัวที่ชัดเจน ทั้งเรื่องการส่งออก เรื่องสงครามการค้าที่ยังไม่ได้ข้อยุติ และค่าเงินบาทที่แข็งค่าในภูมิภาค ทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบโดยเฉพาะต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลัก ซึ่งเมื่อภาวะเศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ จึงส่งผลมายังตลาดหุ้นที่ยังคงซึมเซา แกว่งตัวใน กรอบแคบๆ และวอลุ่มที่ไม่หนาตามากนัก นายพชรพจน์กล่าวอีกว่า ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัวที่ระดับ 3.2% สูงกว่าปี 2562 ที่เติบโต 2.7% เนื่องจากในปีหน้าเศรษฐกิจจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณทั้งในส่วนของงบประมาณประจำปี และงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อไป เป็นแรงจูงใจให้เกิดการใช้จ่าย

โดยในมุมมองของสถาบันวิจัยต่างๆ ก็มีการวิเคราะห์เกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ของเศรษฐกิจไทย เพื่อมาทบทวนทิศทางตลาด และแผนการลงทุนที่แม่นยำที่สุด โดยศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS แบงก์กรุงไทย (KTB) มองค่าเงินบาทปีหน้าจ่อหลุด 28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หากสงครามการค้ายืดเยื้อ คาดหุ้นไทยปีนี้แตะ 1,710 จุด ส่วนปีหน้าแตะ 1,760 จุด กลยุทธ์ลงทุนแนะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่างอินฟราฯ, รีท มากขึ้น มองหุ้นแบงก์และอสังหาริมทรัพย์ยังน่าสนใจ

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS (KTBGM) มองสถานการณ์เงินบาทไทยในช่วงปี 2563 มีโอกาสหลุดที่ระดับ 28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นผลมาจากเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสไหลเข้าตลาดทุนไทย หากสถานการณ์สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนยังคงยืดเยื้อ ส่วนเม็ดเงินลงทุนจะหันมาลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกทั่วโลกมากขึ้น จากเดิมที่มีการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและตราสารหนี้เป็นหลัก

สำหรับตลาดหุ้นไทยอิงสงครามทางการค้าที่ยืดเยื้อในช่วงปี 2563 ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสไหลลงมาที่ระดับ 1,500 จุดได้ แต่หุ้นไทยก็มีโอกาสอัพไซด์ถึง 15-17% แตะระดับที่ 1,850 จุดได้เช่นกัน หากสถานการณ์สงครามทางการค้าออกมาในเชิงบวก อย่างไรก็ตาม คาดว่าดัชนีสิ้นปี 2562 แตะที่ระดับ 1,710 จุด ปี 2563 แตะระดับ 1,760 จุด

ขณะที่กำไรธุรกิจบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) ปีนี้ติดลบ ส่วนปีหน้าเติบโตที่ 5% สำหรับกลุ่มหลักทรัพย์ที่น่าลงทุนยังเป็นหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ด้านเม็ดเงินฟันด์โฟลว์ปีนี้มองว่าไหลเข้าประมาณ 20,000 ล้านบาท จากเดิมที่มองที่ 50,000 ล้านบาท ส่วนปีหน้าเงินไหลเข้าหลักแสนล้านบาท

          ส่วนทิศทางการลงทุนจากนี้ไปถึงช่วงปี 2563 นักลงทุนหันมาลงทุนสินทรัพย์ทางเลือกทั่วโลกมากขึ้น รวมถึงของไทย อาทิเช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์)    กองทุนรีท กองทุนอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหุ้นกลุ่มปันผล เนื่องจากให้ผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูงและสม่ำเสมอ

และประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่ลดดอกเบี้ยในปีหน้า แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ เพราะการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก และไม่สามารถทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้

ขณะที่ นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 ปี 2562 นี้ คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีความกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัวอยู่ แต่ต้องยอมรับว่าช่วงนี้มีปัจจัยที่เข้ามาทำให้ตลาดมีความคาดหวังเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่มีข้อตกลงบางส่วนเกิดขึ้น จึงน่าจะเป็นจุดที่ทำให้ตลาดมีความผ่อนคลายลงบ้าง อย่างไรก็ดี การเจรจาการค้าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและมีแนวโน้มคงจะต้องติดตามไปจนถึงปีหน้า ดังนั้นภาวะหุ้นไทยในไตรมาส 4 คงจะเป็นลักษณะการแกว่งตัว

สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ช่วงนี้ยังไม่มีทิศทางเปลี่ยนแปลง โดยตลาดหุ้นไทยยังมีการขายสุทธิออกไป แต่เริ่มมีสัญญาณซื้อเข้ามาบ้างเล็กน้อย ซึ่งคาดว่าฟันด์โฟลว์จะกลับเข้ามาในช่วงไตรมาส 3/2563 พร้อมกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวขึ้น

โดยปีนี้คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) น่าจะเติบโตราว 2-3% อยู่ที่ 101 บาทต่อหุ้น ขณะที่เป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,700 จุด ซึ่งผ่านช่วงสูงสุด (พีก) ไปแล้วเมื่อไตรมาส 2 ขณะที่มองปี 2563 การเติบโตของ EPS จะอยู่ที่ 5-10% หรือ 110 บาทต่อหุ้น ที่ P/E 16.5 เท่า เนื่องจากมีความคาดหวังในเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้นทั่วโลก จึงอาจจะเริ่มเห็นการไหลของเงินกลับเข้ามาในสินทรัพย์เสี่ยงมากยิ่งขึ้น โดยมองเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีหน้าไว้ที่ 1,800 จุด แต่อยู่บนเงื่อนไขที่เศรษฐกิจโลกต้องดี

"ผลกระทบเชิงลบต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจไทยและกำไร บจ.ที่จะประกาศช่วงเดือน พ.ย.นี้ โดยมองว่าในไตรมาส 3 น่าจะเป็นไตรมาสที่มีโอกาสที่จะเห็นภาพต่ำสุดของ EPS growth ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ 98 บาทต่อหุ้น ส่วนประเด็นเชิงบวกคงต้องดูความคืบหน้าการเจรจาการค้า และคาดว่าจะมีปัจจัยเข้ามาช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระยะนี้ คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับท่าทีผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก" นายสุกิจกล่าว

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย SCBS กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 น่าจะโตต่ำสุดของปีนี้ เนื่องจากการส่งออกยังหดตัว และคาดว่าการลงทุนเอกชนน่าจะติดลบด้วย โดยภาพรวมทั้งปีน่าจะโตได้ 2.7-2.8%

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 4 ยังคงเน้นไปที่หุ้นขนาดใหญ่ สภาพคล่องสูง และปลอดภัย อย่างหุ้น domestic play ที่มีโมเมนตัมการเติบโตของกำไรหนุน และหุ้นที่มี story เกี่ยวกับการเติบโตต่อเนื่องจนถึงปีหน้า ได้แก่ กลุ่มการแพทย์, นิคมอุตสาหกรรม, กลุ่มพาณิชย์, กลุ่มขนส่ง เช่น BCH, WHA, GLOBAL, CPALL และ BTS เป็นต้น.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ