คอลัมน์ปักธงธรรม: ...สู่สันติภาพที่นครตักศิลา แคว้นคันธาระ!!

ข่าวทั่วไป 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

โดย.. พระ อ.อารยวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.ออกพรรษามาเมื่อ 13 ตุลาคม 2562 ซึ่งตรงกับวันมหาปวารณา คณะศรัทธาได้พร้อมใจกันประกอบการกุศลครั้งใหญ่ ด้วยตรงกับวันเสด็จสู่สวรรคาลัยของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ใน ราชวงศ์จักรี พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

สืบเนื่องจากวันปวารณาออกพรรษา จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เป็นห้วงเวลาของการถวายผ้ากฐินของพุทธศาสนิกชน โดยที่ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย อ.เมือง ลำพูน ของอาตมาได้รับการถวายผ้ากฐินไปแล้ว เมื่อ 19 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ในปีนี้ มี คุณเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา เป็นประธานประกอบศาสนกิจ และมี พลตรีจิรเดช กมลเพ็ชร รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นตัวแทน นำคณะศิษย์ศรัทธาน้อมถวายผ้ากฐินสามัคคี พร้อมบริวารทั้งหลาย พระสงฆ์ได้กระทำสังฆกรรมตามพระธรรมวินัยบรมพุทธานุญาตทุกประการ ในการรับผ้ากฐินมาเพื่อการกรานกฐิน หลังจากเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในศาสนกิจตามญัตติทุติยกรรม

การซัก กะ ตัด เนา เย็บ ย้อม และพินทุ จึงเกิดขึ้นด้วยความสามัคคีของคณะสงฆ์ในอาวาส ที่ได้พร้อมใจกันตัดผ้า อันตรวาสกะ (ผ้าสบงสำหรับนุ่ง) โดยมีอาตมารับฉันทานุมัติจากคณะสงฆ์เป็นภิกษุองค์กรานกฐิน จึงต้องไปร่วมตัดเย็นด้วยก่อนจะย้อม และนำไปผึ่งตากให้แห้ง เพื่อจะได้นำเข้าสู่พิธีการ เสนออนุโมทนาการกรานผ้ากฐินในตอนเย็นหลังจากทำวัตร ท่ามกลางคณะศรัทธาที่มาร่วมกันอนุโมทนาด้วยจิตใจที่ปีติสุขอย่างยิ่ง

หากนำเรื่องผ้าจีวร หรือที่เรียกว่า กาสาวะ ในพระพุทธศาสนามากล่าว คงมีเรื่องให้บรรยายได้ยืดยาว โดยเฉพาะการตอบคำถามสากลนิยมที่ว่า ทำไมภิกษุในพระพุทธศาสนาจึงมีการครองผ้าและจีวรที่แตกต่างกัน

เพื่อความเข้าใจที่จะได้นำไปสู่คำถามดังกล่าว จึงขอเล่าเรื่องผ้ากาสาวะของพระพุทธศาสนาในยุคแรก สมัยที่ยังรุ่งเรืองอยู่ในชมพูทวีป ที่มีความแตกต่างหลากหลายเกิดขึ้น เนื่องจากการแตกตัวขององค์กรสงฆ์เป็นไปตามนิกายต่างๆ 100 ปี ภายหลังพระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน มีพุทธศาสนานิกายต่างๆ ถึง 18 นิกาย

จากความแตกต่างเป็นสำนักนิกายต่างๆ ขององค์กรสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จึงสื่อไปถึงความแตกต่างในพระธรรมวินัยอีกด้วย ดัง พระภิกษุชาวปาร์เตีย (Parthia) จาริกไปถึงแผ่นดินจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านได้แปลปกรณ์วิเศษ เกี่ยวกับการครองผ้าและสีสันจีวรของ 5 นิกายหลักของพุทธศาสนาในชมพูทวีป ชื่อปกรณ์วิเศษดังกล่าว คือ มหาภิกษุเสขิยวัตร (3,000 ประการ) และ คัมภีร์ศาริปุตรปริปฤจฉา ซึ่งทั้ง 2 คัมภีร์มีข้อแตกต่างในเรื่องการครองผ้าและจีวร โดย นิกายสรวาสติวาท ซึ่งนิกายนี้ต่อมาไปรุ่งเรืองในเกาะลังกา (ศรีลังกา) โดยอ้างตนเองว่า สืบสายมาจาก เถรวาทนิกาย (พุทธดั้งเดิมจากปฐมสังคายนา) ได้ระบุใน มหาภิกษุเสขิยวัตรปกรณ์ ว่า สีจีวรแดงเข้ม แต่ใน ศาริปุตรปริปฤจฉา กลับระบุว่าสีจีวรเป็นสีดำ ซึ่งแตกต่างกับ นิกายธรรมคุปตกะ ที่ระบุใน มหาภิกษุเสขิยวัตรปกรณ์ ว่าจีวรสีดำ และระบุในศาริปุตรปริปฤจฉาว่า จีวรเป็นสีแดงเข้ม

ทั้งนี้ใน มหาสังฆิกะนิกาย (มหายาน) ทั้ง 2 คัมภีร์/ปกรณ์ ระบุว่า จีวรสีเหลือง ในส่วนของ มหีศาสกะนิกาย ทั้ง 2 คัมภีร์/ปกรณ์ ระบุว่า จีวรสีน้ำเงิน และใน กาศยปียะนิกาย ได้ระบุสีจำปา เป็นสีจีวรทั้ง 2 คัมภีร์ จึงสรุปรวมได้ว่า สีจีวรในยุคสมัยตอนต้นหลังพุทธปรินิพพานมี สีดำ, แดงเข้ม, เหลือง, น้ำเงิน และ สีจำปา (แก่นขนุน)...

เรื่องสีจีวร...ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละนิกาย จึงกลายเป็นข้อโต้แย้งในระหว่างนิกายต่างๆ ว่า แท้จริงจีวรสมัยพุทธกาล พระภิกษุใช้จีวรสีอะไรกันแน่ จึงมีการศึกษาค้นคว้ากันอย่างจริงจัง พบว่า "...ในสมัยก่อน ภิกษุใช้โคมัยบ้าง ใช้ดินแดงบ้าง เป็นสีย้อมจีวร ปรากฏว่าจีวรเป็นสีคล้ำ จึงได้นำความกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ เพื่อพระวินิจฉัย ซึ่งต่อมาทรงพุทธานุญาตให้ใช้น้ำย้อมได้ 6 ชนิด ดังปรากฏในพระวินัย คือ

1.น้ำย้อมที่เกิดจากราก หรือเหง้า (เว้นแต่ขมิ้น)

2.น้ำย้อมเกิดแต่ต้นไม้ (เว้นฝางแกแล)

3.น้ำย้อมเกิดแต่เปลือกไม้ (เว้นเปลือกโลท, เปลือกมะพูด)

4.น้ำย้อมเกิดแต่ใบไม้ (เว้นใบมะเกลือ, ใบคราม)

5.น้ำย้อมเกิดแต่ดอกไม้ (เว้นดอกทองกวาว, ดอกคำ)

6.น้ำย้อมเกิดแต่ผลไม้

ทรงบัญญัติห้ามใช้สีไม่สมควร คือ สีเขียวล้วน สีเหลืองล้วน สีแดงล้วน สีดำล้วน สีแดงเข้ม สีแดงกลาย และเนื่องจากทรงห้ามสีเหลืองล้วน พระภิกษุบางรูป บางคณะจึงนิยมย้อมสีกรัก คือ สีจากแก่นขนุนทับอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เป็นสีน้ำฝาด โดยที่ไม่ละเมิดบทบัญญัติ

ในคณะสงฆ์ไทยเรา แบ่งเป็น 2 คณะ ได้แก่ มหานิกาย และธรรมยุติกนิกาย มีการแบ่งสีจีวรกันอย่างชัดเจน เช่น ในมหานิกายจะนุ่งห่มจีวรสีเหลืองล้วน และสีแดงคล้ำเท่านั้น ส่วนคณะธรรมยุตจะใช้จีวรเหลืองหม่น ออกไปทางสีกรัก โดยเฉพาะในพระป่ากรรมฐาน...สำหรับในปัจจุบัน ทางคณะสงฆ์ได้มีมติเพื่อการฉลองพระราชศรัทธา เมื่อจักต้องเข้าร่วมงานพระราชพิธี โดยห่มจีวรสีพระราชนิยม และปัจจุบันคณะสงฆ์ธรรมยุตในเขตเมืองหลวงได้มีมติการห่มสีจีวรพระราชนิยมกันเป็นส่วนใหญ่ อันเป็นไปตามดำริของพระมหาเถระรูปหนึ่ง ในคณะสงฆ์ธรรมยุต...

แม้ว่าจะมีการโต้แย้งกันในเรื่องของสีจีวร...แต่ก็มิได้เป็นไปเพื่อความสับสนวุ่นวาย ด้วยมีการถือปฏิบัติไปตามคณะ หรือสำนักครูบาอาจารย์นั้นๆ ซึ่งต่างก็อ้างว่า ถือการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ดังที่มีผู้พยายามโต้แย้ง แม้ในเรื่องสีที่นำมาย้อมผ้าจีวรว่า สีสำเร็จรูปนั้น ที่ถือนิยมใช้อยู่นั้นก็ไม่ควร ด้วยว่าด้วยการย้อมสีนั้น ทรงตรัสให้ย้อมด้วยของ 6 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ 1.จากรากหรือเหง้า 2.จากต้นไม้ 3.จากใบไม้ 4.จากผลไม้ โดยให้เอาของเหล่านี้ไปแช่น้ำ แล้วเคี่ยวด้วยไฟ เสร็จแล้วจึงทำการย้อม..."

เรื่องจีวร หรือผ้าครองของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษา โดยเฉพาะในสมัยปัจจุบันที่โลกมีวิวัฒนาการไปในทุกด้าน ที่ออกจะลำบากต่อการหาวัสดุธรรมชาติมาใช้งาน จึงเห็นการนิยมใช้สีวิทยาศาสตร์กันมาก...ซึ่งในส่วนของพระธรรมวินัย จักต้องดำรงอยู่อย่างไม่ผันแปร จึงขึ้นอยู่กับ ภูมิปัญญา ของคณะสงฆ์ในแต่ละยุคสมัย ในแต่ละนิกาย หรือในแต่ละคณะ ว่ามีความเข้าใจแจ่มแจ้ง แทงตลอด ในพระธรรมวินัยแค่ไหน อย่างไร ดังในสายพระปฏิบัติ จักถือประพฤติตามวัตรของครูบาอาจารย์ที่สืบสานกันมา โดยความเชื่อมั่นว่า เป็น อริยประเพณี...การปฏิบัติจึงไม่กังขา ด้วยได้รับการอบรมมาให้เข้าใจเจตนาของการใช้จีวร และสีจีวรอันถูกควร ตาม เจตนาของพระธรรมวินัย...

ความเข้าใจในเจตนาของพระธรรมวินัยในแต่ละเรื่องนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการนำไปถือปฏิบัติ เพื่อมุ่งสู่ความบริสุทธิ์แห่งพระธรรมวินัย อันจะเกิดขึ้นได้จากความรู้ความเข้าใจด้วยปัญญาอันชอบ...ของผู้ถือปฏิบัตินั้นๆ เรื่องดังกล่าวจึงควรนำมาศึกษา เพื่อประกอบความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ก่อนการถือปฏิบัติ โดยพึงคำนึงถึงประโยชน์ ความเหมาะควร ความเป็นกุศลธรรม และการเกิดปัญญารู้แจ่มแจ้งตรงตามธรรมเป็นสำคัญที่สุด ดังหลักมหาปเทส ทั้งทางธรรมและวินัยที่ทรงมอบไว้ให้เป็นเครื่องตัดสินว่าใช่ธรรม...ตรงวินัยหรือไม่...

อนึ่ง...ใน วันที่ 28 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน 2562 ...อาตมาได้รับอาราธนานิมนต์จา กสถานทูตปากีสถาน ประจำประ เทศไทย ให้เดินทางไปเยี่ยมเยียน นครตักษิลา แคว้นคันธาระในอดีต ซึ่งเป็นดินแดนอารยธรรมอันทรงคุณค่ายิ่งที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา และเขตพุทธสถานมรดกโลกอีกหลายแห่ง โดยมี ธนาคารโลก (World Bank) นิมนต์ไปบรรยายเรื่อง สันติภาพ...ของมนุษยชาติ และการพัฒนาพุทธสถานมรดกโลก ในแคว้นคันธาระ/ปากีสถานปัจจุบัน...งานนี้มีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ที่กำลังเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีการเห็นชอบจากผู้รับผิดชอบหลายหน่วยงาน ทั้ง World Bank, Unesco และเจ้าของพื้นที่ โดยเฉพาะประเทศปากีสถาน ที่จะให้มีการทำพิธีส่งสัญญาณแห่งเสียงสันติภาพ...จากดินแดนมรดกโลก ทั้งที่นครตักศิลาในอดีต และเมืองเปชวา...ไปสู่มนุษยชาติทั่วโลก ด้วยการทำพิธีลั่นระฆังสันติภาพ ท่ามกลางนักการทูต นานาชาติที่มาร่วมประกาศเสียงสัญญาณแห่งสันติภาพ!! รายละเอียดจะนำมาเล่าในครั้งต่อไป.

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ