คอลัมน์เกษมราษฎร์: ส่องคดี'ปิยบุตร'หมิ่นศาลรธน. เบาหวิว...?ส่อยืดเยื้อหรือไม่

ข่าวทั่วไป 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วันจันทร์ที่ 28 ต.ค.2562 อีกหนึ่งคดีของแกนนำพรรคอนาคตใหม่เพิ่งเดินหน้าถึงชั้นอัยการ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. และเป็นอีกคดีที่จัดโดยฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) "พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ" ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก และผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้แจ้งความต่อ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในข้อหาดูหมิ่นศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 โดยพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ได้นัด "ปิยบุตร" พร้อมนำสำนวนความเห็นสมควรสั่งฟ้อง มายื่นให้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญาแล้ว

จากกรณีเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2562 "ปิยบุตร" อ่านแถลงการณ์พรรคอนาคตใหม่ เรื่อง "ยุบพรรคไทยรักษาชาติ" ในการแถลงข่าวหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยแถลงการณ์มีสาระสำคัญ 4 ข้อ พร้อมสรุปตอนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการ "ตุลาการภิวัฒน์" หรือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองว่า "ไม่ได้ช่วยให้ความขัดแย้งทางการเมืองลดลง แต่กลับทำให้ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจถูกตั้งคำถาม จนกลายเป็นว่า ฝ่ายหนึ่งก็มองว่ารัฐบาลเสียงข้างมากใช้อำนาจโดยมิชอบ อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่าองค์กรตุลาการและองค์กรอิสระต้องการทำลายฝ่ายเสียงข้างมาก สภาพการณ์เช่นนี้ นำมาซึ่งการแตกขั้วทางการเมืองจนถึงที่สุด จนสังคมไทยไม่อาจหาฉันทามติได้"

โดยในวันยื่นสำนวนสู่อัยการ 28 ต.ค.2562 "กฤษฎางค์ นุตจรัส" ทนายความของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงคดีนี้ว่า ทางอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 28 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ซึ่งใน 1-2 วันนี้ เราจะยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เพื่อขอให้มีคำสั่งสอบพยานเพิ่มจากที่เราเคยร้องขอในชั้น ปอท. แต่ ปอท.กลับไม่สอบให้ กลับสอบแต่พยานที่มีแนวคิดตรงกันข้ามกับพรรคอนาคตใหม่

ขณะที่ "ปิยบุตร" ชี้ว่าเป็นการดำเนินคดีเพื่อกลั่นแกล้งหรือปิดปาก อ่านสำนวนก็พบว่าเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่เบาหวิว ถอดเทปแบบผิดๆ ถูกๆ ไม่ตรงกับที่ตนได้พูด ตนเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย เคยวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญมาตลอด ไม่เคยโดนคดีสักครั้งเดียว แต่พอเป็นนักการเมืองกลับโดนคดี

สำหรับตัวอย่างการวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญสมัยที่ "ปิยบุตร" เป็นอาจารย์นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ปรากฏในผลงานชิ้นสำคัญคือ หนังสือเรื่อง "ศาลรัฐประหาร ตุลาการ ระบอบเผด็จการ และนิติรัฐประหาร" ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ปี 2560 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทของฝ่ายตุลาการที่เผชิญกับระบอบเผด็จการและการรัฐประหารทั้งต่างประเทศและไทย มีการวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าแถลงการณ์กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติเสียอีก แต่ก็ไม่เคยโดนคดีอย่างที่ระบุ

เรื่องการวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญนั้น "จรัญ ภักดีธนากุล" ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งกับไทยโพสต์ฉบับพิเศษครบรอบ 24 ปี ลงวันที่ 21 ต.ค.2562 ถึงข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่า "ข้อกำหนดบอกว่าไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์โดยไม่สุจริต ก็แปลว่าหากวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตก็ทำได้ และก็ทำกันทั่วโลก ผมก็ทำมาตลอด ผมก็วิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาทั้งศาลปกครอง ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมทำโดยสุจริต" พร้อมขอให้ยึดหลัก "1.ขอให้ทำโดยเจตนาสุจริต 2.อย่าบิดเบือน 3.ต้องตรวจสอบอย่าให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง"

ย้อนกลับมาที่คดีนี้ของ "ปิยบุตร" ตามกระบวนการแล้ว เชื่อว่าวันนัดฟังคำสั่งอัยการ 28 พ.ย.นี้ คงยังไม่เสร็จสิ้น เช่นเดียวกับหลายคดีก่อนหน้านี้ของพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ ที่มีเหตุเนื่องจากการวิจารณ์รัฐบาล คสช. ก็มีการเลื่อนนัดหลายครั้ง เพราะผู้ต้องหายื่นร้องขอความเป็นธรรมให้สอบพยานเพิ่ม เมื่ออัยการพิจารณาแล้วเห็นควรก็สามารถสั่งให้สอบพยานเพิ่มได้ หรือถ้าอัยการพิจารณาแล้วสั่งไม่ฟ้อง ก็ต้องรอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นแย้งหรือไม่อีก ขั้นตอนทั้งหลายเหล่านี้คงใช้เวลาหลายเดือน ยังไม่จำเป็นจะต้องรีบลุ้นกันมาก

ขณะที่การต่อสู้ข้อหา "ดูหมิ่นศาล" ในกรณีนี้ไม่ได้พาดพิงต่อศาลยุติธรรม แต่พาดพิงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแยกออกไปแตกต่างกัน ในเชิงกฎหมายแล้ว การวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความว่าเป็นการดูหมิ่นศาลตามประมวลกฎหมายอาญาได้หรือไม่ หรือในเชิงข้อเท็จจริง เนื้อหาที่ได้กล่าววิจารณ์ไปเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหรือไม่

ทั้งหมดนี้เป็นการคาดการณ์ถึงข้อต่อสู้ที่เป็นไปได้ ถึงแม้ "ปิยบุตร" จะเห็นว่าเป็นข้อกล่าวหาที่เบาหวิว แต่การต่อสู้คดีในลักษณะที่อาจไม่เคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น ก็ยังไม่รู้ว่าจะจบลงโดยง่ายหรือไม่.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ