คอลัมน์เกษมราษฎร์: ไขข้อข้องใจเลือกซ่อม 'นครปฐม' เหตุใดไม่คำนวณปาร์ตี้ลิสต์ใหม่

ข่าวทั่วไป 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

หลังจากที่การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 5 จังหวัดนครปฐมเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยผลสรุป "ตระกูลสะสมทรัพย์" ซึ่งเป็นเจ้าพื้นที่ดังกล่าวกว่า 30 ปี เป็นฝ่ายชนะ เหตุที่ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เป็นผู้ชนะ อาจเป็นเพราะพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้ส่งผู้สมัครลงทับพื้นที่พรรคชาติไทยพัฒนา ทำให้ประชาชนกลุ่มที่เลือกพรรคประชารัฐอยู่แล้วหันไปเทคะแนนให้ สำหรับผลคะแนนการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 จังหวัดนครปฐม นายเผดิมชัย ได้คะแนน 37,675 คะแนน นายไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนน 28,216 คะแนน นายสุรชัย อนุตธโต พรรคประชาธิปัตย์ได้ 18,425 คะแนน น.ส.ลาวัลย์ สิงห์สถิต พรรคเสรีรวมไทย ได้ 2,261 คะแนน น.ส.ปริมปรางค์ แสงสว่าง พรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ 465 คะแนน นายเพชร จันทร์ดา พรรคเพื่อชีวิตใหม่ ได้ 226 คะแนน และ น.ส.สิริขวัญ แย้มมูล พรรคพลังสังคม ได้ 154 คะแนน

ก่อนหน้านั้นมีการคาดการว่า พรรคอนาคตใหม่จะเป็นฝ่ายชนะเช่นเดิม เนื่องจากแม้จะเปลี่ยนตัวคน แต่พรรคอนาคตใหม่ในฐานะแชมป์เก่า ไม่ยอมปล่อยพื้นที่ที่ตัวเองชนะไปง่ายๆ แน่ นอกจากนี้ ยังทุ่มส่งสรรพกำลังขนแกนนำทั้งหลาย ตั้งแต่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค รวมทั้งผู้บริหารพรรค และ ส.ส.ของพรรคเกือบทั้งหมด ลงพื้นที่และปราศรัยใหญ่ก่อนวันเลือกตั้ง

สาเหตุที่ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมในเขตดังกล่าว เพราะ นางจุมพิตา จันทรขจร จากพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งชนะอย่างท่วมท้นด้วยคะแนน 34,164 คะแนน เหนือกว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้คะแนน 18,970 คะแนน พรรคพลังประชารัฐ 18,741 คะแนน และพรรคชาติไทยพัฒนา 12,279 คะแนน เคราะห์ไม่ดีที่มีปัญหาสุขภาพจากการประสบอุบัติเหตุ จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยเจ้าตัวเองยังไม่เคยปฏิญาณตนเองเข้ารับหน้าที่และได้เข้าร่วมประชุมสภา และยังไม่ได้รับเงินเดือน ส.ส.แม้แต่บาทเดียว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังความพ่ายแพ้ของพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งซ่อม นายธนาธรได้ตั้งข้อสงสัยว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (3) ระบุว่า ให้นำจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองพึงมี ลบด้วย ส.ส.ที่พรรคนั้นได้ในแบบแบ่งเขต ที่เหลือเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่การเลือกตั้งซ่อมนครปฐม ไม่ได้นำคะแนนรวม เพราะไม่ใช่การเลือกตั้งซ่อมที่เกิดจากการทุจริต ดังนั้น จึงใช้กระดานเดิมในการคำนวณ ส.ส.พึงมี ของพรรคอนาคตใหม่ยังมี 81 คน

"แต่ ส.ส.ปัจจุบันมีเพียง 80 คน ดังนั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (3) จึงอยากฝากนักกฎหมายมหาชนทั่วประเทศช่วยไตร่ตรอง ว่า นายมานพ คีรีภูวดล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับต่อไปขึ้นมาเป็น ส.ส.แทน"

ทั้งนี้ ข้อสงสัยของนายธนาธรได้รับการชี้แจงว่า การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กรณีเลือกตั้งซ่อม เหตุที่บางพรรคที่ ส.ส.เขตลาออก ส.ส.หายไป แต่คะแนนยังอยู่ เพราะเป็นคะแนนสุจริต ไม่เหมือนเลือกตั้งซ่อมกรณีทุจริตที่คะแนนเดิมต้องลบออกไป

เหมือนในกรณีการเลือกตั้งซ่อม เขต 8 จ.เชียงใหม่ ที่ผู้ชนะเมื่อวันที่ 24 มี.ค. คือ นายสุรพล เกียรติไชยากร ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ใบส้ม เนื่องจากเสนอให้สัญญาว่าจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม แก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิวัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด ทำให้บุญหล่นทับไปที่ น.ส.ศรีนวล บุญลือ จากพรรคอนาคตใหม่ ที่ชนะการเลือกตั้งในเขตดังกล่าว โดยได้ถึง 75,000 คะแนน

ซึ่งจากการเลือกตั้งครั้งก่อนได้ 29,500 คะแนน ทำให้คะแนนของแต่ละพรรคมีการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น อยู่ๆ จะให้เอาคะแนนเลือกตั้งซ่อมเขตเดิมที่ได้มาใหม่ มาทบซ้ำกับคะแนนคนเดิมที่ลาออกไป แล้วคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มให้พรรคตัวเองย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะคะแนนคนเดิมถูกเอาไปคำนวณ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เข้าไปนั่งทำงานในสภาอยู่แล้ว

ปัญหาว่า ส.ส.ลดน้อยกว่าพึงมีจึงไม่ได้อยู่ที่ระบบ แต่เป็นเพราะแพ้เลือกตั้งเขต ทำให้ ส.ส.เขตหายไป อย่างไรก็ตาม กรณีนี้กฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 131 วรรคท้ายกำหนดไว้ชัดแล้วว่า ภายใน 1 ปี การเลือกตั้งซ่อมกรณีที่ไม่ได้เกิดจากเหตุทุจริต มิให้มีผลกับการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ซึ่งการออกกฎหมายดังกล่าวเพื่อป้องกันมิให้พรรคการเมืองแอบลักไก่ ลาออก เพื่อให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ แล้วให้ประชาชนเลือกผู้สมัครในพรรคนั้นๆ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ กกต.คำนวณคะแนนพึงมีใหม่ไปเรื่อยๆ ส่งผลให้การเลือกตั้งจะเกิดความวุ่นวายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงต้องทำวิธีดังกล่าวเพื่อวางเกราะป้องกันไม่ให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้น.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ