คอลัมน์ไทยโพสต์: บทบาท กมธ.สภาฯ อย่าให้สังคมกังขา

ข่าวทั่วไป 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

บทบาทการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญ สภาผู้แทนราษฎร บางคณะกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมไม่น้อย ว่าได้มีการใช้ช่องทางของกรรมาธิการสภาฯ ที่เป็นบทบาทในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ให้ ส.ส.คอยตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ตลอดจนเข้าไปติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่ประชาชนร้องเรียน หรือเรื่องที่มีผลกระทบกับสังคมวงกว้าง ภายใต้หลักคือต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในวงงานของกรรมาธิการชุดนั้นๆ ด้วย ไม่ใช่เที่ยวไปตรวจสอบทุกเรื่องทุกประเด็น ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานของกรรมาธิการ เสมือนหนึ่งจะใช้ช่องทางกรรมาธิการเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าที่จะทำหน้าที่ในฐานะตรวจสอบฝ่ายบริหาร

อย่างปัจจุบันสังคมก็กำลังตั้งคำถามกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้อง กันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน ต่อกรณีการจะตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 ที่จะเชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มาชี้แจงให้ได้ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบของสภาฯ ในวาระแรกมาแล้ว อีกทั้งตอนนี้สภาฯ ก็มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 ที่มีการประชุมกันทุกวันอย่างต่อเนื่อง มีการติดตามตรวจสอบการตั้งเงินงบประมาณทุกบาทของทุกกระทรวง โดยกรรมาธิการที่มาจากทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยที่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 แม้แต่บาทเดียว เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออกมา แล้วจะไปมีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นได้อย่างไร อีกทั้งเรื่องดังกล่าวว่าไปแล้วเป็นเรื่องในระดับปฏิบัติการที่หากกรรมาธิการจะเชิญคนที่เกี่ยวข้อง เช่น ปลัดกระทรวงกลาโหม หรือ ผอ.สำนักนโยบายและแผนของกระทรวงกลาโหม-ปลัดบัญชี กระทรวงกลาโหม มาชี้แจงถึงเรื่องการจัดทำงบประมาณของกระทรวงกลาโหมมาชี้แจงก็ยังได้ ไม่เห็นความจำเป็นถึงขั้นต้องเชิญระดับ รมว.กลาโหมหรือรองนายกฯ มาชี้แจงแต่อย่างใด

เรื่องดังกล่าว แม้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ได้บัญญัติว่า "คณะ กมธ.สามัญมีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่นั้นได้ และให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกิจการที่คณะ กมธ.สามัญสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษา ที่จะต้องสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกำกับ ให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสาร หรือแสดงความเห็น ตามที่คณะ กมธ.สามัญเรียก" ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาฯ พ.ศ.2554 ที่มีการให้อำนาจกับกรรมาธิการของสภาฯ เอาไว้ แต่ว่ากระบวนการของกรรมาธิการก็ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตการดำเนินการในทางที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นก็จะทำให้การมีกรรมาธิการของสภาฯ กลายเป็นเรื่องการเล่นการเมืองจนเกินพอดี จะสร้างความเสียหายให้กับสภาฯ โดยรวมได้ หากสังคมเห็นชัดว่า กรรมาธิการบางคณะเอาเครื่องมือที่กฎหมายมอบไว้ให้อย่าง กรรมาธิการมาเล่นเกมการเมืองจนเกินเลย ขาดความเหมาะสม มุ่งหวังแต่ผลทางการเมือง แบบนี้ไม่ใช่แค่กรรมาธิการชุดดังกล่าวจะเสียเครดิต จะทำให้การทำงานต่อไปสังคมจะเกิดความกังขา แล้วก็จะมีผลทำให้ภาพรวมของกรรมาธิการของสภาฯ หลายคณะเสียหายไปด้วย

ปัจจุบันมีการให้ความเห็นจากบุคคลหลากหลายในเรื่องนี้ เช่น นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ระวังกรรมาธิการจะติดคุกเสียเอง มีวิวาทะระหว่างกรรมาธิการ ป.ป.ช.ของพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ว่า หากมีการเชิญนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์) มาชี้แจง แล้วนายกรัฐมนตรีไม่มา ตามมาตรา 13 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุอีกว่า แต่กรรมาธิการคงอ่าน พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2554 ไม่ ครบ ในมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.นี้ ระบุโทษของกรรมาธิการเอาไว้ว่า หากกรรมาธิ การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เช่น แกล้งเชิญเขามาโดยไม่มีเหตุผล กรรมาธิการก็มีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นว่ากฎหมายลงโทษกรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไว้ หนักกว่าโทษผู้ไม่มาชี้แจงโดยไม่มีเหตุผลเสียอีก และย้ำว่าดูเหตุผลการเชิญนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงแล้ว ยังไม่มีเหตุผลและน้ำหนักเพียงพอ

เสียงสะท้อนต่างๆ ที่มองบทบาทการทำงานของกรรมาธิการฯ ในเวลานี้ ก็ควรที่กรรมาธิการที่ถูกพูดถึงควรต้องนำมาพิจารณาตัวเองด้วย ว่าสุดท้ายแล้วยังจะใช้ช่องทางกรรมาธิการของสภาฯ ไปในทางที่สังคมกังขาแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ เพราะหากสุดท้าย คนในสังคมส่วนใหญ่มองว่า กมธ.บางคณะทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดี ไม่เหมาะสม จะกลายเป็นว่า กมธ.คณะเดียวทำให้ กมธ.อื่นๆ ของสภาฯ อีกร่วม 34 คณะ สูญเสียความน่าเชื่อถือตามไปด้วย.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ