โซลาร์โฟลทติ้งพลังงานสะอาด ยกระดับอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่ 4.0

ข่าวเศรษฐกิจ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

"การพัฒนาด้านพลังงานสู่สมาร์ท ซิตี้ จะให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดที่ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ ในการออกแบบทั้งในภาคการผลิตและการบริการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมก้าวไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล"

กระแสของโลกสมัยใหม่ก็ต้องการที่จะ รักษาและดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับทุกๆ กิจกรรม จึงทำให้เกิดการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์มากที่สุด จนปัจจุบันตอนนี้วัตถุดิบหรืออุปกรณ์ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนนั้นมีราคาที่ลดลงมากขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพในการใช้งานก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย จึงทำให้การผลิตไฟฟ้ารูปแบบดังกล่าวนั้นเป็นที่แพร่หลายและได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ

หนึ่งในการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้นจึงเกิดการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ขึ้นมา โดยอาศัยหลักความคิดในการใช้พื้นที่ว่าง เปล่าให้เป็นประโยชน์ นั่นก็คือพื้นที่ผิวน้ำ จึงได้เกิดการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์ลอยน้ำ (โซลาร์โฟลทติ้ง) ขึ้น ซึ่งการันตีได้ว่าการวางแผงโซลาร์นั้นจะช่วยประหยัดและไม่เบียดเบียนพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว

และผู้ประกอบการในประเทศไทยเองก็เห็นถึงโอกาสในการทำธุรกิจดังกล่าวนี้ จึงเร่ง ทำโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์ลอยน้ำ โดยตั้งอยู่ในพื้นที่แหล่งน้ำของตัวเองใน โรงงาน หรือแหล่งน้ำที่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นเจ้าของ รวมถึงในเขื่อนกักเก็บน้ำด้วย ขณะเดียวกันฝั่งรัฐบาลเองก็ได้เร่งเครื่องเดินหน้าเพื่อไม่ให้ฝั่งเอกชนแซงไปไกล

ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2562 ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการพัฒนาโครง การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ (โซลาร์โฟลทติ้ง) และผสมผสาน (ไฮบริดจ์) ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ที่เป็นโครงการนำร่องในพื้นที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี กำลังการผลิต 87.53 ล้านหน่วยต่อปี

โดยใช้งบประมาณทั้งหมด 2,265.99 ล้าน บาท และใช้งบประมาณในปีงบประมาณ 2562 ทั้งสิ้น 643 ล้านบาท ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการดังกล่าวคือสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟในพื้นที่เขื่อนและบริเวณโดยรอบ ได้ รวมถึงยังลดปริมาณการซื้อไฟจากต่างประเทศ ลงด้วย ทั้งนี้ จะสามารถทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟได้คิดเป็นมูลค่า 166 ล้าน บาท ทั้งนี้ ต้องมารอลุ้นกันว่าการดำเนินงานโครงการดังกล่าวนี้ใครจะเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโดย เบื้องต้น กฟผ.ได้เปิดประมูลโครงการดังกล่าวแล้ว มีเอกชนผู้ที่ผ่านคุณสมบัติทางเทคนิคแล้วทั้งสิ้น 21 ราย จากผู้ที่เข้ามายื่นประมูลทั้งสิ้น 22 ราย และเตรียมที่จะเปิดซองราคาประมูลในวันที่ 7 พ.ย.2562 นี้

หลังจากนั้นคณะกรรมการพิจารณาก็ จะตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ และเรียกผู้เสนอ ราคาต่ำสุดมาเจรจารายละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะ สรุปและนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ กฟผ. (บอร์ด กฟผ.) พิจารณาคัดเลือกผู้ชนะประมูลต่อไป โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดน่าจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ย. และคาดว่าจะสามารถลงนามสัญญากับเอกชนผู้ชนะประมูลได้ภายในปีนี้ โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) ในเดือน ธ.ค.2563

ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องที่ถูกบรรจุลงในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2561-2580 (พีดีพี 2018) ที่กำหนดให้ กฟผ.พัฒนาโครงการรูปแบบนี้ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำตามเขื่อนต่างๆ ของ กฟผ. รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 2,725 เมกะวัตต์ ตลอดระยะเวลา 20 ปี โดยตั้งแต่ปี 2573 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำจำนวนมาก แบ่งเป็นเขื่อนภูมิพล ส่วนขยาย 300 เมกะวัตต์, ปี 2575 เขื่อนศรีนครินทร์ ส่วนขยาย 2 จำนวน 300 เมกะวัตต์, ปี 2576 เขื่อนจุฬาภรณ์-บางลาง-ภูมิพล ส่วนขยาย 2 จำนวน 438 เมกะวัตต์ และปี 2578 เขื่อนสิริกิติ์อีก 325 เมกะวัตต์

ซึ่งถือว่าเป็นโครงการนำร่องที่ดี สามารถมองเห็นอนาคตได้ว่าหาก ทุกอย่างถูกพัฒนาอย่างถูกที่ถูกทางและไปได้ดีนั้น ประเทศไทยก็จะมีรัฐวิสาหกิจเป็นผู้นำในการพัฒนาด้านพลังงานรูปแบบใหม่ สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเอกชนรายย่อยๆ ได้ และมีชื่อเสียงในเวทีโลก แม้โครงการดังกล่าวจะมีการพัฒนาอย่างแพร่หลาย แต่ก็จะมีชื่อประเทศไทยเป็นหนึ่งตัวเลือกที่จะต้องนำไปเป็นตัวอย่างกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ นอกจากหน่วยงานภาครัฐอย่าง กฟผ.เองจะเริ่มดำเนินการแล้ว ก็ยังมีหน่วยงานอื่นๆ ของภาครัฐที่เร่งเครื่องทำเรื่องนี้ให้ทันกระแสด้วย โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้จัด เสวนาหัวข้อ "การพัฒนานวัตกรรมพลังงานกับการขับเคลื่อนนิคมอุตสาห กรรมสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ท ซิตี้ (Smart City)" โดยดึง บริษัท อมตะ ฟาซิริตี้ เซอร์วิส จำกัด เป็นบริษัทในกลุ่มอมตะ ที่มีแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะอยู่แล้วมาเป็นต้นแบบ

น.ส.นวลจันทร์ เตชะเสริมสุขกูล รองอธิบดี พพ. กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง เป็นพื้นที่ประกอบการอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ และเป็นพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานในสัดส่วนที่สูงจากจำนวนสถานประกอบการที่มีการผลิตอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งการพัฒนานิคมฯ ทั้ง 2 แห่ง กำลังมุ่งเข้าสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ท ซิตี้ ในอนาคต ที่สอด คล้องกับการพัฒนาพลังงานของประเทศทั้งในด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงาน เพื่อการใช้พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร

"การพัฒนาด้านพลังงานสู่สมาร์ท ซิตี้ จะให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดที่ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ ในการออกแบบทั้งในภาคการผลิตและการบริการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมก้าวไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล" น.ส.นวลจันทร์กล่าว

นายอัครเรศร์ ชูช่วย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ ฟาซิริตี้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า อมตะได้วางเป้าหมายในการพัฒนาสมาร์ท ซิตี้ กำหนดเป็นแผนระยะ 5 ปี ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของการกำหนดกรอบพื้นที่ประมาณ 10 ตร.กม. คาดจะเริ่มดำเนินการในปี 2563

ซึ่งในส่วนของสมาร์ท เอนเนอร์จี หรืออัจฉริยะด้านพลังงาน อมตะได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนน้ำ (Solar Floating) และการนำขยะมาพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงพลังงานไฟฟ้า เพื่อการนำทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับความคืบหน้าการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนน้ำ บริษัท อมตะ วอเตอร์ จำกัด ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการติดตั้งที่จะสามารถนำมาผลิตได้ทั้งในกระบวนการผลิตน้ำที่ป้อนให้กับอุตสาหกรรม รวมถึงรูปแบบการจัดจำหน่ายเพื่อเชื่อมโยงเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Grid) สำหรับขายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมฯ ซึ่งจะนำร่องในนิคมฯ อมตะ ซิตี้ ชลบุรี คาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มเห็นความชัดเจนประมาณปี 2563

เห็นได้ชัดว่าการเริ่มต้นของโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำในประเทศไทยนั้นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้เอกชน รวมถึงหน่วยงานรัฐอย่าง กฟผ.เองเข้าไปดำเนินธุรกิจเพื่อที่จะก้าวขึ้นไปครองตลาดได้ ซึ่งโครงการดังกล่าวถือว่าเป็นการตอบโจทย์การพัฒนารูปแบบการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญ โดยใช้คีย์ที่ว่า เป็นการนำพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้อาจจะเห็นการพัฒนานวัตกรรมจนส่งผลให้รูปแบบการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงอื่นๆ ถูกปรับเปลี่ยนให้ลงตัวเช่นเดียวกัน.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ